พระแม่อุมา 9 ปาง

นวราตรี หรือ ดูเซร่า คือเทศกาลสำคัญของศาสนิกชนชาวฮินดูที่จะร่วมกันบูชาพระแม่อุมาเทวี
   ในปางต่างๆทั้ง 9 ปางอย่างยิ่งใหญ่เป็นระยะเวลา 9 วัน9คืน

นวราตรี (Navratri) เทศกาลบูชาพระแม่ทุรคา

นวราตรี (Navratri, Navaratri, หรือ Navarathri) เป็นเทศกาลแห่งการบูชาและการเต้นรำ ในภาษาสันสกฤตคำว่า นว (nava) หมายถึง เก้า และ ราตรี (ratri) หมายถึง กลางคืน จึงมีความหมายตามตัวอักษรว่า “เก้าคืน” ซึ่งในช่วง “เก้าคืน” นี้จะมีการบูชา พระแม่ทุรคา (Durga) หรือศักติ (Shakti) ซึ่งหมายถึง พลังหรืออำนาจ ในเก้ารูปแบบ

โดยเทศกาลนี้จะจัดขึ้นสองครั้งต่อปี ในช่วงต้นฤดูร้อน และต้นฤดูหนาว ในช่วงฤดูหนาวนี้ตรงกับเดือนอัศวิน (Ashwin) ตามปฏิทินฮินดู ซึ่งครั้งนี้เริ่มขึ้นในวันที่ 8 – 16 ตุลาคม 2010 และในบางที่ก็มีการเฉลิมฉลองในวันที่ 17 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันที่ 10 ด้วย

นวราตรี (Navratri)

เทวีทุรคา หรือที่นิยมเรียกว่า พระแม่ทุรคา เป็นเทวีแห่งความมั่งคั่ง ความเจริญรุ่งเรือง และสุขภาพดี พระนางเป็นอวตารภาคหนึ่งของพระแม่ปารวตี มเหสีของพระศิวะ ตามตำนานเทพเจ้าฮินดู กล่าวถึงการปราบ มหิงสาสูร ซึ่งเป็นอสูรที่ทรงอำนาจมากจนไม่มีเทพเจ้าองค์ใดทำลายลงได้ ดังนั้นบรรดาทวยเทพต่างๆ จึงได้ไปเข้าเฝ้า พระนางทุรคา ขอให้ทรงช่วย และเทพต่างๆ เหล่านั้น ก็มอบอาวุธที่ทรงอำนาจให้กับพระนาง เมื่อมีอาวุธครบครัน พระนางก็สามารถปราบอสูรร้ายลงได้ และสถานที่ที่มหิงสาสูรสิ้นชีพนั้น เดิมคือเมือง มหิศปุระ (Mahishpur) ปัจจุบันคือ เมืองไมซอร์ (Mysore) ชาวไมซอร์จึงมีการเฉลิมฉลองเทศกาลนี้อย่างยิ่งใหญ่สนุกสนาน

โดยในการบูชาศักตินี้ จะแบ่งออกเป็น 3 ช่วง ในช่วงสามวันแรกจะเป็นพิธีปลุก พระแม่ทุรคา เทวีแห่งพลังอำนาจขึ้นมา เพื่อมากำจัดสิ่งเลวร้ายไม่บริสุทธิ์ต่างๆ จากนั้นเทวีที่ได้รับการบูชาต่อมาคือ พระแม่ลักษมี (Lakshmi) ผู้ที่จะมอบความมั่งคั่งให้กับผู้ที่บูชา และในช่วงสามวันสุดท้ายเป็นการชูชา พระแม่สรัสวตี (Saraswati) เทวีแห่งสติปัญญา ชาวฮินดูเชื่อว่า เพื่อที่จะได้รับพรครบในทุกด้าน จำเป็นที่จะต้องบูชาพระแม่ทั้งสามพระองค์ต่อเนื่องกัน 9 วัน

นวราตรี (Navratri)

รูปบูชาของพระแม่จะถูกนำมาวางไว้ที่บ้านและที่วัดตลอดทั้งเก้าวันที่เฉลิมฉลอง มีการถวายผลไม้ ดอกไม้ ขนมหวาน แด่รูปเทวี และร้องเพลงสวดบาจัน (bhajans) เพื่อสรรเสริญพระนาง ในวันสุดท้ายของเทศกาลนี้จะมีขบวนแห่นำรูปเคารพไปจมลงในแม่น้ำใกล้เคียง

ในอินเดียมีการเฉลิมฉลองเทศกาลนวราตรีทั่วทั้งอินเดีย แต่อาจมีรายละเอียดแตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาค นอกจากการบูชาเทวีแ้ล้วชาวฮินดูยังฉลองด้วยการเต้น ดันดิยาราส (Dandiya-raas) หรือรำกระทบไม้ โดยถือไม้สั้นๆ คนละคู่ ตีกระทบกันเป็นวง วนไปวนมา แม้ดูแล้วไม่มีท่าเต้นอะไร แต่คนเล่นเขาก็สนุกสนานกันมาก ซึ่งการเต้นนี้ก็อาจแตกต่างกันไปตามความนิยมในแต่ละที่
เทศกาลนี้ยังถือเป็นโอกาสที่ดีและเป็นมงคลสำหรับครอบครัวและเพื่อนๆ ที่จะมาพบปะอวยพร และสังสรรค์กัน ทั้งยังเป็นช่วงเวลาที่เป็นมงคลและดีที่สุดที่จะเริ่มการลงทุนด้านธุรกิจใหม่ๆ อีกด้วย

cr.http://www.indiaindream.com/เทศกาลวันสำคัญของอินเดีย/นวราตรี-Navratri.html

 


นวราตรี คืนที่ 1


บูชาพระแม่อุมาเทวี ปางไศลปุตรี(shailputri) ปางพระปารวตีผู้เป็นธิดาของพระหิมวัต ราชาแห่งภูเขาหิมาลัย ทรงประทานวาสนาและความอุดมสมบูรณ์ ชีวิตที่ราบรื่นร่มเย็นเป็นสุข

shail แปลว่าภูเขา putri แปลว่าบุตรสาว พระแม่ปารวตีเป็นธิดาแห่งราชาแห่งขุนเขาหิมาลัย
ทรงถือตรีศูล และดอกบัว มีวัวพาหนะ ในการอวตารครั้งแรก พระแม่ศักติได้อวตารเป็นพระนางสตี บุตรีแห่งทักษประชาบดี ครั้งหนึ่งทักษะได้ประกอบพิธียัญญะ โดยมิได้อัญเชิญพระศิวะเจ้าผู้เป็นสวามี แต่พระนางก็ดื้อที่จะไปร่วมพิธีให้ได้ ในการนั้นทักษะดูหมิ่นพระสวามี พระนางไม่สามารถอดทนได้ จึงเผาตนเองโดยกระโดดเข้ากองไฟมอดไหม้ในพิธียัญญะนั้น อวตารครั้งต่อมาทรงมากำเนิดเป็นบุตรีแห่งราชาแห่งหิมาลัย พระนามว่าปารวตี

วันแรกของการอุทิศให้กับ Shailputriเทวี

ใน Navratri อวตารแรกของพระแม่ดุรกา เรียกว่า"Shailputri" เทพธิดาDurga เกิดในบ้านของพระมหากษัตริย์ของเทือกเขาหิมาลัย ดังนั้นจะเรียกเธอว่า"Shailputri"หมายถึง ลูกสาวของภูเขา

เจ้าแม่ Shailputri เธอเป็นที่รู้จักกันในชื่อเทพธิดา Parvati มเหสีของพระศิวะเป็นมารดาของพระพิฆเนศและKartikeya(พระขันทกุมาร) ในงานเทศกาลบูชาเทพธิดา Navratra พระแม่มีดวงจันทร์ครึ่งเสี้ยวบนหน้าผากของเธอและเธอจะถือตรีศูลในมือข้างขวาและดอกบัวในมือซ้ายของเธอ เธอขี่วัว Nandi อยู่บนภูเขา

ในพระคัมภีร์บางตอนของ Shivapurana & Devi Bhagvatam เรื่องราวของพระแม่ปรากฎเป็นลายลักษณ์อักษรดังต่อไปนี้

พระอุมาเป็นธิดาของ พระทักษะประชาบดี และเป็นพี่น้องกับพระแม่คงคา (พี่สาวของพระแม่อุมา) พระอุมาในภาคนั้นมีพระนามว่า พระสตี เป็นชายาของ พระมุนีภพ คือ พระศิวะ อีกภาคหนึ่ง

เรื่องราวในตอนนี้เป็นตอนก่อนกำเนิดเป็นพระแม่อุมาเทวี ซึ่งได้ปรากฏเป็นเรื่องเล่าขานกัน เริ่มต้นจากความจงรักภักดีด่อพระสวามี (พระศิวะ) โดยพระนางได้กระโดดเข้ากองไฟเผาไหม้ตนเอง

ซึ่งกล่าวไว้ว่า พระศิวะ ทรงอวตารลงมาในภาคของ มุนีภพ แต่ก็ด้วยความที่พระองค์ทรงแปลงร่างอวตารลงมาในชุดนุ่มห่มแบบปอนๆมอซอ และมีสังวาลสวมคอเป็นประคำโดยนำกระดูกมาร้อยต่อกัน ไว้ผมหนวดเครารุงรัง ชอบนอนตามป่าช้า ร่างกายมีกลิ่นตัวเหม็นสาบ (แตกต่างจากการแบ่งภาคอื่นๆ) ทั้งนี้ก็เพื่อเสริมสร้างบารมี ด้วยการบำเพ็ญตน บำเพ็ญตบะ ซึ่งกาลต่อมาด้วยบุญกรรมที่สร้างสมกันมาแต่ก่อน ทำให้พระนางสตีมองเห็นรูปกายที่แท้จริงว่าพระมุนีภาพองค์นี้ก็คือ ภาคหนึ่งแห่งองค์พระศิวะผู้เป็นผู้ใหญ่ในสามโลก พระนางสตีจึงตกลงใจอยู่คอยรับใช้ดูแลในฐานะชายา ฝ่ายพระทักษะประชาบดีมิได้เห็นด้วยกับความคิดของพระนางสตีนัก แต่ก็มิได้ขัดขวางแต่ประการใด ก็มีความคิดที่มาได้ไม่ชอบใจในตัวของพระมุนีภพเลย กลับแสดงความรังเกียจในการกระทำ ทั้งรูปร่างการแต่งกายของพระมุนีภพมาโดยตลอด

พระทักษะประชาบดีนั้นมีพระธิดามากมายนัก และก็มากด้วยราชบุตรเขยเช่นกัน เป็นต้นว่า พระจันทร์ พระยมราช และพระมุนีอีกจำนวน 11 องค์ ซึ่งล้วนแต่มีอิทธิฤทธิ์บารมีทั้งสิ้น ฝ่ายบรรดาราชบุตรเขยต่างๆ ก็คอยเอาอกเอาใจผู้เป็นพ่อตาอยู่เป็นนิจตลอดมา เว้นก็แต่พระมนีภพผู้เป็นสวามีพระนางสตีเท่านั้น ที่ไม่เคยเข้ามาเอาใจเลย จึงเป็นเหตุผลอีกกรณี ที่ทำให้พระทักษะประชาบดียิ่งไม่พอใจมากกว่าเดิมขึ้นไปอีก

จนกระทั่งวันหนึ่งพระทักษะประชาบดีต้องการจัดพิธียัญกรรม โดยพิธีการนี้ได้เชิญเหล่าเทพต่างๆ บนสวรรค์ พร้อมทั้งเหล่าราชบุตรเขยเข้าร่วมในพิธีกรรมนี้ทุกองค์ แต่ก็ยกเว้นพระมุนีภพเพียงพระองค์เดียว ที่ไม่ได้ให้เข้าร่วมพิธียัญกรรมในครั้งนี้ด้วย ด้านพระนางสตีเมื่อได้ฟังดังนั้น จึงเข้าสอบถามกับผู้เป็นบิดาถึงเรื่องนี้ ว่ามีเหตุอันใดจึงไม่เชิญพระสวามีของตนให้เข้าร่วมพิธียัญกรรม ฝ่ายผู้เป็นพ่อแรกๆ ก็กล่าวถึงการกระทำ การแต่งกายของพระมุนีภพว่าไม่เหมาะสมและพูดจาดูหมิ่น ดูถูกพระมุนีภพในทางที่เสียหาย ซึ่งทุกสิ่งที่กล่าวได้กระทำต่อหน้าราชบุตรเขยองค์อื่นๆ ที่มาร่วมในงานนี้ แต่พระนางสตีก็อ้อนวอนต่อบิดา ให้พระสวามีของตนได้เข้าร่วมในพิธีนี้ จนพระทักษะประชาบดีเกิดความรำคาญเป็นยิ่งนัก จึงกล่าววาจาด้วยเสียงอันดัง ต่อหน้าผู้เข้ามาร่วมในพิธีด้วยความดูหมิ่น รังเกียจต่อพระมุนีภพยิ่งนัก จนในที่สุดพระนางสตีผู้จงรักภักดีต่อสวามีของตน สุดที่จะทนต่อไปได้ ในวาจาที่รับฟังจากพระบิดาตนเองที่กล่าวประจานพระมุนีต่อหน้าผู้อื่น

พระนางสตีจึงตัดสินพระทัย กระโดดเข้ากองไฟในพิธี จนเผาตนเองมอดไหม้ต่อหน้าพระบิดาและผู้ร่วมพิธี จนสิ้นชีพในที่สุด

ฝ่ายพระศิวะในภาคพระมุนีภพ เมื่อได้ฟังคำเล่าบอกจาก พระฤๅษีนารท (ฤาษีนารอด) ในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับพระชายาของพระองค์ทรงเศร้าเสียใจเป็นที่สุด จากความเศร้าที่ทรงมีอยู่นั้น จึงทรงดึงเส้นผมออกมาปอยหนึ่ง ก็บังเกิดเป็นอสูรร่างกายใหญ่โต มีฤทธิ์เดชมากมาย มีพันเศียร พันกร สวมประคำหัวกระโหลกและงู นามว่า อสูรวีรภัทร บางคัมภีร์กล่าววาอสูรวีรภัทรนี้แบ่งภาคโดยออกจากพระโอษฐ์ของพระศิวะ

แล้วพระศิวะจึงได้สั่งให้อสูรวีรภัทรไปยังพิธีที่จัดขึ้นและให้ทำลายพิธีนั้นให้สิ้นในที่สุด ฝ่ายอสูรวีรภัทรเมื่อรับฟังคำสั่งจึงตรงไปยังพิธีทันที พร้อมด้วยเหล่าสมุนยักษ์นับพัน เมื่อไปถึงจึงเข้าอาละวาดทำลายพิธี และบรรดาเทพทั้งหลายที่มาร่วมงานต่างก็หลบหนีทันบ้างไม่ทันบ้าง ก็พากันบาดเจ็บล้มตายไปมากมาย โดยอสูรวีรภัทร เมื่อทำลายพิธีแล้ว จึงได้ประกาศในพิธีว่า นี่คือโทษที่ต้องได้รับจากพระศิวะ ส่วนพระทักษะประชาบดีบิดาของพระสตีได้ถูกอสูรวีรภัทรพ่นไฟใส่พระเศียรจนขาดกระเด็นมอดไหม้เป็นจุล และเมื่อหัวขาดแล้วอสูรวีรภัทรจึงนำหัวนั้นโยนเข้ากองไฟมอดไหม้ไปด้วยความแค้นที่ดูหมิ่นในศักดิ์ศรีของพระศิวะ เมื่อทกอย่างเสร็จตามคำบัญชาของพระศิวะ อสูรวีรภัทรพร้อมสมุนยักษ์จึงยกทัพกลับไปเข้าเฝ้าพระศิวะดังเดิม

เหตุการณ์นี้ทำให้เหล่าเทพทั้งหลาย รวมถึงบรรดาราชบุตรเขยที่รอดชีวิตมาได้ พากันไปขอความช่วยเหลือจาก พระพรหม เพื่อให้ทรงแนะหาทางแก้ไขว่าควรจะทำเช่นไรจึงจะทุเลาความโกรธกริ้วของพระศิวะได้ เพื่อไม่ให้โลกถูกทำลายลงไป เพราะพระศิวะเป็นเทพผู้ทำลาย พระพรหมเมื่อได้ฟังแล้วจึงได้นำเหล่าเทพทั้งหลายนั้นไปเข้าเฝ้าพระศิวะที่เขาไกรลาส เพื่อขอความเห็นใจและขมาในสิ่งที่เกิดขึ้น จนในที่สุดการเจรจาพูดคุยกันนั้น พระศิวะจึงยอมสงบศึกพร้อมกับช่วยชุบชีวิตเหล่าเทพที่ได้เสียชีวิตในเหตุการณ์ครั้งนั้น ทั้งนี้การชุบชีวิตนั้นก็รวมถึงพระทักษะประชาบดีผู้เป็นพ่อตาของพระองค์ด้วย แต่เศียรที่มอดไหม้ไปนั้นมิได้ทรงนำมาคืนให้ พระองค์ได้นำหัวแพะมาต่อให้กับพระทักษะประชาบดี เพื่อแสดงให้เหล่าเทพทั้งหลายได้เห็นความโง่ของพระทักษะประชาบดี แม้แต่รูปกายภายนอกจะเป็นเช่นไร ก็ไม่สมควรดูถูกดูหมิ่นเหยียดหยามผู้นั้นโดยมิได้ดูถึงเนื้อแท้และการกระทำที่ดีของเขาเลย

เมื่อเรื่องทุกอย่างจบลงด้วยดีแล้ว พระศิวะจึงมุ่งไปบำเพ็ญตบะ บำเพ็ญตนเป็นมุนีต่อในป่าหิมพานต์
เพื่ออุทิศกุศลให้กับพระนางสตี ผู้เป็นชายาของพระองค์ต่อไป...

กำเนิดพระอุมาเทวี
(ชายาแห่งพระมหาศิวะเทพ)

กล่าวต่อจากเนื้อหาที่พระนางสตีที่ได้สละชีวิตของพระนาง เพื่อปกปัองศักดิ์ศรีแห่งพระศิวะเทพผู้สวามี ด้วยการกระโดดเข้ากองไฟจนสิ้นชีพ ในการต่อมา พระศิวะเทพจึงได้เข้าสู่การบำเพ็ญสมาธิ โดยมิได้ติดต่อผู้ใดเป็นระยะเวลานาน จนบรรดาทวยเทพทั้งหลายพากันเป็นห่วงถึงจักรวาล จึงได้รวมกันไปเข้าเฝ้าพระวิษณุเทพเพื่อขอให้หาหนทางแก้ไขเรื่องดังกล่าว ชึ่งพระองค์ก็ได้กล่าวว่าคงต้องช่วยกันนั่งสมาธิส่งจิตถึงพระแม่ศักดิ-ศิวา ขอให้พระองค์ทรงอวตารแบ่งภาคมาเกิดบนโลกมนุษย์อีกครั้ง เพื่อให้พระศิวะทรงออกจากสมาธิกลับมาปกครองจักรวาลแห่งนี้

พระอุมา จึงถือกำเนิดในคืนที่ 9 เดือนมธุ (มีนาคม-เมษายน) ตั้งแต่แรกเกิดพระอุมาทรงเป็นที่รักยิ่งของทุกๆ คน จึงได้นามว่าพระปารวตี... ต่อมาเมื่อเติบใหญ่ พระอุมามีความตั้งใจยิ่งที่จะออกบำเพ็ญพรต เมื่อได้ศึกษาวิชาจากพระอาจารย์ต่างๆ จนชำนาญเก่งกาจมีความสามารถระลึกชาติได้

นวราตรีวันแรกพระแม่ Shakti กำลังตื่นนอน งัวเงียมองหาพระศิวะและเคลื่อนตัวออกไป ดังนั้นใน navrati Pooja วันแรก เหล่าโยคีจะทำสมาธิอย่างเข้มข้นบน Muladhara นี่คือจุดเริ่มต้นของการมีวินัยทางจิตวิญญาณของเหล่าโยคี พวกเขาเริ่มต้น Yogasadha จากที่นี่ พระแม่ Shaila Putri คือ Mooladhara Shakti จะรับรู้จากจิตใจภายในด้วยตนเองและทราบด้วยระดับความลึกที่สูงขึ้นในการทำสมาธิ

 

บทสวดมนต์:

"Om aim hring kleem chamundayi vichche"

สำหรับความสำคัญของบทสวดมนต์นี้ Navratri เริ่มกับคืนแรกของการอุทิศเพื่อการบูชาของ Shailputri Devi 'Shail'หมายถึงภูเขา และหมายถึง Parvati ภรรยาของพระศิวะ, ลูกสาวของกษัตริย์ของภูเขา Himavan Shailputri ในสองมือของเธอจะถือตรีศูลและดอกบัว เธอเป็นคนนั่งบนหลังวัว พรพิเศษทั้งหมดที่จิตวิญญาณออกจากดาวเคราะห์คืนนี้มีพลังมหาศาลที่พิเศษ ทำงานในส่วนของพระวิหารจักระ (หน่วยความจำ) ของทั้งหมดในโลก นี่คือการรักษาหลักของกรรมในอดีตและกำจัดมันออกไป, การให้รางวัลด้วยแสงสว่างจะช่วยเยียวยารักษาผ่อนคลายสภาพอารมณ์และความคิด พวกเราจะเห็นดาวเจ็ดแฉกสีขาวของแสงในท้องฟ้าสุกสกาววาววับตกกระทบลงบนไหล่ทั้งสองผ่อนคลายภาระต่างๆ นอกจากนี้ยังมีจักระสะดือเพื่อสร้างกิจกรรมใหม่ของงานเลี้ยงงานเต้นรำ,การเยียวยา,การเริ่มต้นเปิดธุรกิจกิจการงานใหม่ๆ เป้าหมายของชีวิตเรา และยังให้ความสนใจกับมนุษยสัมพันธ์ของเรากับคนอื่นๆ ดวงดาวจะแพรวพราวอยู่ในน้ำ จะใช้น้ำสะอาด, น้ำมะพร้าว, น้ำผลไม้และแบ่งปันให้กับผู้อื่น การถวายทานด้วยพืชสีเขียวจะให้พลังอำนาจกับคุณในอนาคต ควรถวาย : ทับทิม1ผลในตอนเช้าและขอรับพรในตอนเย็น ร่วมด้วยการถวายแสงเทียนในช่วงเช้าและช่วงเย็น(หลังจากพระอาทิตย์ตกดิน) ถวายดอกไม้ที่มีกลิ่นหอม, ผลไม้, อัญมณี,เครื่องแต่งกายทั้งหมดด้วยหัวใจ คุณยังสามารถถวายใบพลูกับกานพลูและกระวาน

 

เธอเป็นเทพธิดาที่ชื่อ Parvati, ลูกสาวของ Parvatraj เทือกเขาหิมาลัยและในหมู่นวดุรกา เธอได้รับการเรียกว่า Sailaputri ที่เป็นที่รู้จักกันอีกครั้งในฐานะ Himavati ในแง่มุมของ Haimavati เธอพ่ายแพ้ต่อเทพเจ้าอื่นๆที่โดดเด่นทั้งหมด เช่นการกำเนิดในชาติที่แล้วของเธอ แต่ในชีวิตนี้พระแม่ Shailaputri (Parvati) ได้แต่งงานกับพระศิวะ เป็นครั้งแรกและโดดเด่นในหมู่นวทุรคา Shailaputri มีความสำคัญอันยิ่งใหญ่และเกียรติศักดิ์ของเธอจะไม่มีที่สิ้นสุด เมื่อวันแรกของการนมัสการ Navratra นั่นคือเธอ...


ขอขอบพระคุณข้อมูลบางตอนจาก http://www.siamganesh.com/parvati.html

 

 

 

 

 

นวราตรี คืนที่2

บูชาพระแม่อุมาเทวี ปางพรหมจาริณี(bramcharini) พระแม่อยู่เป็นโสด คือปางที่พระปารวตีออกบำเพ็ญตบะเพื่อบูชาพระศิวะ กระทั่งเป็นที่พอพระทัยแห่งองค์พระศิวะจึงได้วิวาห์กับพระปารวตี ทรงประทานความสำเร็จในการปฏิบัติธรรมทำสมาธิ

 

พระหัตถ์ซ้ายถือหม้อ kumbha มือข้างขวาถือประคำ ผู้เปี่ยมด้วยความรักและความซื่อสัตย์
ผู้เต็มไปด้วยความรู้ และความสำเร็จ
ครั้งหนึ่งพระนางปารวตีได้รับคำทำนายว่าจะต้องอภิเษกกับพระศิวะ พระนางยินดีมากจึง
ได้บอกกับพระมารดาของพระนางว่าต้องการอภิเษกกับพระศิวะผู้เดียวเท่านั้น หาไม่แล้วก็
จะไม่อภิเษกกับใครอีก จากนั้นพระนางจึงเสด็จออกไปบำเพ็ญตบะ จนเป็นที่พอใจของพระศิวะ
และได้อภิเษกกับพระศิวะ สมดังปรารถนา

วันที่สองของ Navratri อุทิศเพื่อ Bhramchariniเทวี

ปางที่2ของ พระแม่Durga เป็นที่รู้จักกันในนาม Brahmacharini , Brahma หมายถึง ตบะ คือการบำเพ็ญตบะ ความเป็นมามีดังนี้

พระอุมา ถือกำเนิดในคืนที่ 9 เดือนมธุ (มีนาคม-เมษายน) ตั้งแต่แรกเกิดพระอุมาทรงเป็นที่รักยิ่งของทุกๆ คน จึงได้นามว่าพระปารวตี... ต่อมาเมื่อเติบใหญ่ พระอุมามีความตั้งใจยิ่งที่จะออกบำเพ็ญพรต เมื่อได้ศึกษาวิชาจากพระอาจารย์ต่างๆ จนชำนาญเก่งกาจมีความสามารถระลึกชาติได้

เมื่อเยาว์วัย พระฤาษีนารทได้ทำนายชะตาไว้ว่า พระอุมานั้นทรงมีลักษณะมงคลยิ่งนักและจะนำความสุขมาสู่ครอบครัว คู่ครองของพระนางจะมีลักษณะเป็นโยคีนุ่งห่มหนังเสือหนังช้าง ดังนี้แล้ว ท้าวหิมวัตและพระนางเมนกาตระหนักดีว่าการทำนายของพระฤาษีนารท (พระฤาษีนารอด) แม่นยำยิ่งนัก แต่ก็ไม่รู้ว่าจะมีหนทางใดที่จะนำพระอุมา ธิดาแห่งตนให้พบกับพระศิวะเทพได้ ด้วยว่าพระศิวะเทพทรงอยู่ในระหว่างการบำเพ็ญตนเข้าสมาธิ

แต่ก็ด้วยวาสนาของการเป็นคู่ครองกันในอดีตชาติ ในช่วงเวลาที่พระศิวะทรงเสด็จไปยังดินแดนอิษชิปรัสกะเพื่อทำสมาธิ ท้าวหิมวัตจึงทรงเสด็จเข้าเฝ้า กล่าวสรรเสริญขออุทิศตนเป็นทาสรับใช้ของพระศิวะเทพ จนพระองค์พอพระทัยยิ่งจึงลืมพระเนตรออกจากสมาธิ และกล่าวขอให้ท้าวหิมวัตช่วยจัดสถานที่นั่งสมาธิ ณ คงคาวัตวัณในแคว้นหิมาลัย และสั่งห้ามมิให้ใครเข้ามารบกวนในที่นั่นเป็นเด็ดขาด ท้าวหิมวัตจึงได้ทำตามพระประสงค์ จนรุ่งเช้าท้าวหิมวัตจึงพาพระอุมาให้นำผลไม้ถวายต่อพระศิวะ พร้อมทั้งกล่าวว่าขอให้พระองค์ทรงรับพระประวัติเป็นข้ารับใช้ด้วย เมื่อพระศิวะลืมพระเนตร เห็นความงดงามของพระอุมา จึงเกิดความรักและพอพระทัยยิ่งนัก แต่ก็ทรงหักพระทัยเข้าสู่สมาธิโดยทันที

เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนั้น ท้าวมหิมวัตจึงสวดอ้อนวอน เพื่อให้พระศิวะลืมพระเนตรอีกครั้งและกล่าวว่าในทุกๆ วันตนและบิดาจะมาเป็นผู้เคารพบูชาพระองค์ พระศิวะจึงกล่าวตอบกับท้าวหิมวัตว่า เหตุที่เป็นอุปสรรคขัดขวางการบำเพ็ญสมาธิคือสตรี ซึ่งผู้บำเพ็ญตนที่ดีอาจถูกทำลายสมาธิลงได้ สตรีคือฐานแห่งความรักใคร่ความสำราญ สตรีจะเป็นผู้ทำลายสิ้น

พระอุมาจึงกล่าวแสดงความเคารพต่อองค์ศิวะ และทูลอย่างสุภาพว่า พระศิวะคือจ้าวแห่งสมาธิกรรมูฐานเป็นที่ศักดิ์สิทธิ์สูงสุดแห่งจักรวาล ไม่มีการโอนเอนต่อพลังที่เหนือธรรมชาติ แล้วใยจึงเกรงกลัวต่อสตรีอย่างพระนางด้วย พระศิวะเมื่อได้ฟังจึงต้องยอมจำนนกับคำโต้ตอบ และได้อนุญาตให้พระอุมาและสหายของพระนางเข้าออกได้ เพื่อรับใช้ตามที่ต้องการ ส่วนพระอุมา ก็ได้เข้ารับใช้มหาเทพด้วยการล้างพระบาทและดื่มน้ำนั้นเป็นประจำ ถวายการรับใช้อย่างไม่ย่อท้อ พร้อมทั้งขับกล่อมบทเพลงแสดงความเคารพต่อพระศิวะเรื่อยมา

พระศิวะเทพปฏิบัติสมาธิด้วยโดยปฏิญาณไว้ว่า ผู้ที่จะเป็นคู่ครองจะต้องเป็นโยคินีด้วย จึงจะไม่เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติ ฝ่ายฤาษีนารท จึงแนะนำให้พระอุมาบำเพ็ญตนที่คงคาวัตวัณเป็นเวลาสามพันปีเทพ โดยฤดูร้อนให้ก่อไฟรายล้อม และสวด "โอม นะมัส ชิวะ" ส่วนในฤดูฝนให้นั่งบนผืนดินปล่อยให้กายชุ่มน้ำฝน และให้สำรวมจิตเป็นที่ตั้ง ในฤดูหนาวให้ประทับในน้ำเพื่อทำสมาธิต่อพระศิวะ ปีแรกให้ทานผลไม้ ปีต่อมาเป็นผักและใบไม้ ปีที่สามอดอาหารและทำสมาธิอย่างเดียว

สิ่งที่พระอุมาปฏิบัตินี้ พระศิวะเทพผู้มองเห็นการกระทำจึงพอพระทัยนักในฐานะโยคินี แต่พระองค์ต้องพิสูจน์ในความมั่นคงของพระอุมาด้วย จึงให้ฤๅษีเข้าทำลายความตั้งมั่นของพระอุมา ฝ่ายพระอุมาก็ทรงยึดมั่นต่อพระศิวะมิอาจเปลี่ยนแปลงความตั้งใจของตนลงได้ จนพระศิวะแปลงเป็นพราหมณ์เฒ่ามากล่าวด้วยวาจาต่างๆ เพื่อให้จิตใจสั่นคลอน แต่ก็มิเป็นผล สุดท้ายพราหมณ์เฒ่าจึงกลับกลายเป็นพระศิวะเทพต่อหน้าพระอุมา และกล่าวคำรับนางเป็นคู่ครอง และได้เข้าสู่พิธีอภิเษกสมรส พระศิวะและพระแม่อุมาจึงเป็นเทพคู่ครองกันแต่นั้นเป็นต้นมา...

นั่นคือเหตุผลที่ชื่อของเธอมีชื่อเสียงในฐานะ tapacharini-Brahmacharini จากนั้นชื่อของเธอก็กลายเป็น Uma จนเป็นที่คุ้นเคย เธอเป็นหนึ่งในผู้ปฏิบัติที่ศรัทธาอย่างเคร่งครัด เต็มไปด้วยความสุขและเป็นวิธีที่จะปล่อยวาง Moksha ‘Brahma’นี้หมายถึงด้านการเข้าฌานของ Brahmacharini และเป็นที่ปรากฎเสมอว่าเป็นผู้หญิงใจบุญหรือSannyasin เธอเป็นที่เคารพบูชานอกจากนี้ยังเป็นเทพธิดาTara และมีความเกี่ยวข้องกับปางที่เคร่งศาสนาของเทพธิดา Shakti เธอเป็นที่เชื่อกันว่าเป็นแง่มุมของพระแม่ ซึ่งถูกนำเสนอในฐานะพระSatiและเทพธิดาParvati ออกเสียงว่าU -ma และดังนั้นจึงเรียกเธอว่า'Uma' การนมัสการของเธอที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเสียสละทำความดีและการถือศีลอดในความเป็นมนุษย์ รุทรักษะเป็​​นของเธอเต็มไปด้วยเครื่องประดับมากที่สุด (ในบางภูมิภาคเทพธิดาChamundaปางหนึ่งของพระแม่Dur​​ga จะถูกบูชาในวันที่สองของNavratri ในปางนี้เธอได้ทำการการฆ่าปีศาจChandaและMunda ซึ่งมีชื่อเสียงของวัด Chamunda Mata ที่ Jodhpur)

บทสวดมนต์ :

"Om doom durgaya namah"

Bhramcharniเทวี คือคลังความรู้และภูมิปัญญา รุทรักษะเป็​​นเครื่องประดับที่รักมากที่สุดของเธอ มือข้างหนึ่งถือหม้อ"Kumbha"หรือหม้อน้ำและสายลูกประคำอธิษฐานอื่นๆของrudraksha พรอันวิเศษ:เธอคือตัวแทนของความรักและความจงรักภักดี เราเห็นพลังงานของแสงสีฟ้าเผยนำ ไปสู่พลังอำนาจแห่งเป้าหมาย การสวดมนต์จะช่วยให้จักระคอ แก้ไขความคิดเชิงลบและคำอวยพรนำไปสู่การเข้าถึงการปลดปล่อยพลังแห่งกรรมมากขึ้น ทำให้มีอิสระและดึงดูดการอโหสิกรรมในแง่ลบ วันนี้เรายังได้รับพลังงานจากความแข็งแกร่งและความอดทน และสร้างพลังบวกที่จะนำชื่อเสียงและโชคลาภให้กับตนเองและครอบครัว ในเวลานี้จะแผ่กระจายแสงสีฟ้าจากพืชและต้นไม้ ในการเปิดเส้นเสียงจากลำคอและเต็มไปด้วยพลังงาน อย่างไรก็ตามสิ่งที่จะพูดจะเพิ่มทวีคูณสำหรับ 6 เดือนถัดไป ดังนั้นในวันนี้จะต้องเปล่งเสียงสวดมนต์ออกมาดังๆ เราจะเห็นการปรากฏตัวของพลังอำนาจแห่งนางสีดากับพระราม พลังงานสามเหลี่ยมสีทองจะให้ศีลให้พรส่งทางศีรษะมนุษย์ลงมาจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ทุกคนที่พูดความจริงในช่วงเวลานี้จะได้รับพลังงานนี้ในจิตใจ, บ้านหลายหลังและชีวิตในอนาคต การถวาย:แอปเปิ้ล2ผลและเทียน1เล่มหรือตะเกียงประทีปเพื่อบูชาBhramchariniเทวีทั้งเช้าและเย็น (หลังจากพระอาทิตย์ตกดิน); ยอมรับและแจกแอปเปิ้ลในตอนเย็นให้คนอื่นๆ ถวายหัวใจด้วยดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมทั้งหมด, ผลไม้, อัญมณี,เสื้อผ้า ถวายของบูชาด้วยเมล็ดบัว(phul makhana) จะนำพาสิริมงคลมาสู่คุณ

 

 

 

 

นวราตรี คืนที่3

บูชาพระแม่อุมาเทวี คืนที่สาม ปางจันทรฆัณฎา(chandraghanta) คือปางพระทุรคาที่ทรงปราบอสูรฆัณฑาด้วยเสียงระฆัง เพื่อระลึกถึงการฆ่ายักษ์สองพี่น้อง จันดา และ มุนดา และนำสันติสุขดั่งแสงพระจันทร์กลับคืนมาสู่โลก

 

 

ทรงได้รับการบูชาในวันที่ 3 ทรงมีพาหนะเป็นเสือ มีผิวพรรณดั่งทองคำ มี 10 กร
ทรงอาวุธ8กร ที่เหลือทรงมุทรา แห่งการให้สิ่งที่เป็นประโยชน์ และการหยุดสิ่งชั่วร้าย
พระนาม chandra+ghanta หมายความถึงความสุข และความรู้สูงสุด แสดงถึงความสงบสุข
ความร่มเย็น ดั่งแสงพระจันทร์

วันที่สามของ Navratri อุทิศให้กับ Chandraghantaเทวี

เจ้าแม่Chandraghanta เป็นที่รู้จักในชื่อ Chandraghanta หรือChandra-Khanda สำหรับครึ่งวงกลมของดวงจันทร์( Chandra ) ซึ่งจะปรากฏขึ้นเหมือนระฆัง(Ghanta)บนหน้าผากของเธอ พระแม่Durgaยังเป็นที่เคารพบูชาในฐานะAshtamukhiและShorashi ในภูมิภาคต่างๆของอินเดียในวันนี้ เธอเป็นที่ปรากฎว่ามีสามตาและสิบมือถืออาวุธสิบชนิด เช่นธนู, ลูกศร, ดอกบัว, จานบิน, สายประคำ, ตรีศูล, กระบองและดาบและที่เหลืออีกมือจะซ่อนอาวุธอยู่ใน mudras และนั่งบนเสือ(บางภาพเขียนนั่งบนสิงโต) และเตรียมพร้อมสำหรับการออกไปสงคราม เธอเป็นภาพพจน์ของความกล้าหาญ เสียงที่น่ากลัวของระฆังเธอทำให้คนร้ายและปิศาจพากันขวัญหนี ดูเธอพอใจที่จะลบล้างความเจ็บปวดและความโศกเศร้าทั้งหมดของเหล่าสาวกของเธอ เสียงคำรามของเธอจะเป็นการแจ้งเตือนปีศาจที่จะก้าวร้าว ในปางนี้เธอได้ทำการฆ่าปีศาจChandaและMunda ซึ่งมีชื่อเสียงของวัด Chamunda Mata ที่ Jodhpur เธอยังเป็นคนที่มอบความรู้และความสุขสูงสุด และเป็นที่ปรากฎว่ามีผิวสีทองกับดวงจันทร์ครึ่งเสี้ยวบนหน้าผากของเธอสุกสกาว เธอเป็นปางที่เคารพบูชาใน Kanchipuram (ทมิฬนาฑู)ประเทศอินเดีย Srisailam Devasthanam ยังเป็นวัดของพระแม่Chandraghanta ตำนานเป็นที่นิยมที่เกี่ยวข้องกับพระแม่Chandraghanta คือเรื่องราวของราชา Harischandra ซึ่งเป็นบ่าวที่ดีของเธอ

คนที่นมัสการเจ้าแม่Chandraghanta จะตอบสนองความปรารถนาของพวกเขา เนื่องจากยานพาหนะของเธอคือเสือ และเพื่อให้กลายเป็นบ่าวที่กล้าหาญเช่นเสือ เสียงระฆังของเธอจะปกป้องลูกศิษย์ของเธอเสมอจากวิญญาณชั่วร้าย ทันทีที่สาวกเรียกเธอ กระดิ่งของเธอจะใช้งานได้ทันทีและจะเริ่มเรียกผู้นับถือศรัทธาจัดการปกป้องภายใต้การกำบังของเธอ

เทพธิดาChandraghanta เธอดูเงียบสงบมากที่สุดแก่ปวงบ่าวของเธอกับความกล้าหาญอ่อนโยนและความสงบสุขและปราศจากความกลัวในการปราบปราม ผ่านการบูชาเทพChandraghanta สามารถกำจัดความเจ็บปวดและบรรลุเป้าหมายสูงสุด เทพChandraghanta อยู่ใกล้กับลูกศิษย์ของเธอและการควบคุมความโกรธของพวกเขาและปกป้องพวกเขาจากอันตราย

เธอขี่เ​​สือเอาชนะคือการทำให้อัตตามีความเชื่อง ตาที่สามยังเป็นที่รู้จักในสายตาของดอกบัว มีความรู้แจ้ง ความบริสุทธิ์เป็นสัญลักษณ์ของความสมบูรณ์แบบและพระเจ้า จิตวิญญาณของคนที่บริสุทธิ์จะมีความสะอาดสะอ้านเหมือนดอกบัวที่เจริญเติบโตในน้ำโคลน แต่เพิ่มขึ้นเหนือมัน

Chandraghanta แท้จริงหมายถึงระฆังของดวงจันทร์ ดวงจันทร์เกี่ยวข้องกับความงามของความลุ่มหลงและความปีติยินดีอยู่เสมอ มีเพียงหนึ่งดวงจันทร์ แต่เป็นภาพสะท้อนของดวงจันทร์จะถูกส่งไปยังทุกมหาสมุทรที่แตกต่างกัน ดวงจันทร์มากเกินไปจะทำให้มีแสงสว่างมากในช่วงกลางคืน

Chandraghanta เป็นอำนาจของแสงที่ส่องสว่างในเวลาของเราจากความมืด ในกระบวนการของการเดินทางของเราที่เรามักจะเผชิญกับเวลาที่ยากลำบาก ช่วงเวลาเหล่านี้ที่เราจำเป็นต้องใช้พลังงานจาก Chandraghanta เพื่อช่วยให้เราดึงผ่าน

Chandraghanta ส่องแสงภายในและภายนอกเฉกเช่นความงามของดวงจันทร์และความงามนี้จะสร้างระลอกคลื่นที่นำความสุขมาให้คนใดคนหนึ่งที่เห็นและรับรู้ความรู้สึกของเธอ จิตวิญญาณของเธอคือความบริสุทธิ์และสะอาดสะอ้านดั่งดอกบัว

เธอเป็นคนที่มีเสน่ห์และมีผิวพรรณที่สดใสและสีทองขี่เสือ เธอเป็นตัวแทนของความกล้าหาญและมีความแข็งแรงมากที่จะต่อสู้กับปีศาจ

ตำนานการฆ่าปิศาจอสูรDoomralochana, Chanda และ Munda

อำนาจของพระอินทร์ที่ให้พรอสูร Shumbah และ Nishumbha ยิ่งใหญ่กว่าใครใน3โลกใครฆ่าไม่ตาย ด้วยความภาคภูมิใจในความแข็งแรงของพวกมัน พวกมันได้ยึดอำนาจของเทวาทั้งหมด เหล่าเทวาจึงคิดค้นหาวิธีกำจัด

เหล่าเทวาจึงไปประชุมแก้ปัญหาที่ Himavat พระเจ้าแห่งภูเขาและยกย่องเทวีกับการสวดมนต์ เมื่อเหล่าเทวายกย่อง พระแม่Parvati ได้มาอาบน้ำในน่านน้ำแห่งGanga เธอถามเหล่าเทวาว่า"ใครที่นี่ที่คุณยกย่อง?"เทพธิดามหามงคลได้ปรากฎแล้วออกมาจากร่างกายของเธอและให้คำตอบว่าสวดมนต์เพื่อสิ่งที่อยู่ในตัวของเธอเอง นั่นคือพระแม่Ambika เพราะพระแม่Ambika ได้ออกมาจากผิวกายของพระแม่Parvati หรือKosha เธอเป็นที่สรรเสริญในชื่อ Kaushiki มีอีกปางหนึ่งของความมืดที่ออกมาจากพระแม่Parvati และเธอจึงได้ถูกเรียกว่าพระแม่Kaalika

และแล้ว Chanda และ Munda ทั้งสองคือสมุนรับใช้ของ Shumbha และ Nishumbha เห็นว่า พระแม่Ambika มีรูปร่างใบหน้าที่มีเสน่ห์ พวกมันคิดว่าในใจว่าเธอจะเป็นของขวัญที่ดีเพื่อให้พระมหากษัตริย์ของพวกมัน พวกมันจึงบอก Shumbhaว่า เมื่อท่านสามารถมีอัญมณีทุกส่วนของโลกแล้วทำไมไม่มีผู้หญิงสวยเป็นอัญมณีบ้างล่ะ? เมื่อได้ยินคำบอกเล่า Shumbha จึงส่งอสูรยักษ์Sugreeva เป็นผู้ส่งข่าวไปยังเทวี

ข้อความจึงถูกลำเลียงไปยังเทวี แต่เทวีกล่าวว่า"ผู้ที่ชนะฉันในการต่อสู้จะได้เป็นคู่ ผู้มีพละกำลังแข็งแกร่งที่สุดในโลกจะต้องเป็นสามีของฉัน ดังนั้นนำ Shumbha มาที่นี่หรืออสูรยักษ์ใหญ่Nishumbha ก็ได้ มาปราบฉันที่นี่ รีบชวนเขามาจับมือฉันแต่งงาน"

เมื่อได้ยินคำพูดของเทวี พระมหากษัตริย์อสูรทั้ง2ได้โกรธ พวกมันสั่งให้Doomralocanaไปกับกองทัพและเรียกเทวีโดยการบังคับหรือแม้กระทั่งจิกหัวเธอมา ผู้ใดนำเธอมาโดยปลอดภัยจะเป็นเทพเจ้า Doomralocana จึงได้ไปพร้อมกับเหล่าอสูร60000ตน เหล่าอสูรได้ยิงลูกธนู เขวี้ยงหอกและขวานไปยังเทวีAmbika

 

อสูรDoomralocana รีบเร่งไปจัดการเทวี แต่แล้วเทวีAmbika เพียงเปล่งเสียง"HUMMM" ก็ลดขนาดตัวของมันลงไปกลายเป็นกองเถ้าถ่านธุลี เมื่อได้ยินว่าDoomralocana ถูกฆ่าโดยเทวี และกองทัพของเขาถูกทำลายโดยสิงโตของเทวี Shumbhaยิ่งโกรธ จึงได้บัญชา2 อสูรผู้ยิ่งใหญ่ ChandaและMunda เพื่อนำตัวเทวีมาต่อหน้าเขา 2อสูรมีกองกำลังติดอาวุธอย่างเต็มที่และ ChandaกับMunda เป็นหัวหน้าของพวกมัน เดินนำฝูงขบวนเป็น4แถว

 

พวกมันเห็นเทวีกำลังยิ้ม นั่งบนสิงโตอยู่บนยอดภูเขาสีทองขนาดใหญ่ พวกมันต่อสู้ด้วยการโจมตีด้วยอาวุธต่างๆ และสิงโตของเธอวิ่งไปที่Chanda และตะปบเส้นผมของมัน บทที่นำมาซึ่งการเกิดขึ้นของความรุนแรงของพระแม่ Kaali ที่ออกมาจากหน้าผากของเทพธิดาAmbika ที่จะทำลายกองทัพของ Chanda และ Munda ที่​ี่ถูกส่งมาเพื่อต่อสู้อย่างสาหัส Chanda กับ Munda ถูกฆ่าตายโดยพระแม่ Kaali เทวีตัดหัวของมันขาดด้วยดาบของเธอ Chandaล้มลง ส่วนMundaได้วิ่งมาที่เธอด้วยและได้พบกับชะตากรรมแบบเดียวกัน กองทัพที่เหลือกลายเป็นหวาดกลัวและหนีไปในทุกทิศทาง

พระแม่Kaali ถือหัวของ Chanda และ Munda ในมือของเธอเข้าหาพระแม่ Ambika จึงกล่าวถ้อยคำอันเป็นมงคลกับพระแม่Kaaliว่า "เพราะเธอได้นำพาฉัน ทั้งศีรษะChandaและMunda เธอจะต้องมีชื่อเสียงในโลกโดยชื่อ Chaamunda"


บทสวดมนต์ :

"Om sarva mangal mangalye shive sarvarath sadhike,Sharanye triambake gauri narayani namostute."
"โอม ซาวา มังกอล มังกอลเย ชีเว ซาวารัธ ซัดไฮเค , ชารันเย ไทอัมบาเค เการี นารายานี นะโมสตูเต"

Chandraghantaเทวี นั่งอยู่บนเสือและแผ่รัศมีออกเป็นสีทอง เธอปรากฏสิบมือและสามตา แปดมือแสดงอาวุธในขณะที่สองมือที่เหลือจะให้พรและปกป้องคุ้มครอง พรวิเศษ : ความสุข, ความรู้ความสงบสุขและความเงียบสงบ เจริญเติบโตในทุกๆกิจกรรม เป้าหมายของชีวิต เธอเป็นที่เคารพบูชาปางนี้ใน Kanchipuram(ทมิฬนาฑู)ที่อินเดีย เทวีถูกระบุว่าเป็นอำนาจที่จะขจัดปัญหาทั้งหมดและปัญหาของชีวิต วันที่สามของ Navratri เป็นสิ่งสำคัญมากใน Navaratri วันนี้ใจของบ่าวที่จะเข้าสู่ Chakra Manipura ในขั้นตอนนี้เขาจะกลายเป็นคนมีความสามารถในการเห็นสิ่งประหลาดและพระเจ้าโดยพระคุณของพระแม่ Chandraghanta เราจะเห็นการขยายตัวของพลังงานสีแดงที่มีฟ้าผ่าสีชมพูกะพริบโดยตรงไปยังแนวกระดูกสันหลังเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับทุกๆกิจกรรม, กิจกรรมรากchakra(mooladhara) การเปิดจักระหัวใจเริ่มต้นขึ้น พลังงานของเกลียวเป็นรูปครึ่งวงกลมสีน้ำเงินสร้างการเคลื่อนไหวในจิตวิญญาณและวัตถุต่างๆจะกลายเป็นของมงคล พ้นจากวิบากกรรม ในขณะที่คุณอธิษฐานและนั่งสมาธิจะมีความรู้สึกพึงพอใจทั้งหมด จักระplexusพลังงานแสงอาทิตย์จะถูกปลดปล่อยจากความโลภ หยดน้ำที่สวยงามของน้ำหวานจะกำจัดพิษร้ายออกไป การถวาย:กล้วย3หวีในตอนเช้า เทียนจุดประทีป1เล่มยามเช้าถึงยามเย็น ยอมรับและแบ่งปันกล้วยให้กับคนอื่นๆ ถวายดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมทั้งหมดด้วยหัวใจ, ผลไม้,เครื่องประดับ, เสื้อผ้า ส่งทุกความคิดเชิงลบไปยังใจกลางของโลก พลังงานทั้งหมดในวันนี้จะนำพาพลังงานทั้งหมดมาสู่แขนขาที่เหนื่อยล้า โปรดจำไว้ว่าการถวายเจ้าแม่แห่งโลกคือ นม, เงิน, น้ำ และ ปุ๋ย

 

 

 

 

 

 

นวราตรี คืนที่4

บูชาพระแม่อุมาเทวี ปางกูษามาณฑา(kushmanda) ทรงปราบอสูรด้วยอาวุธ เพื่อระลึกถึงการฆ่าอสูรด้วยการใชัฟันกัดจนตาย มีรัศมีเปล่งปลั่งดั่งแสงพระอาทิตย์ในฐานะผู้สร้างสรรค์จักรวาล

 

ทรงมี 8 กร ถืออาวุธและประคำ มีเสือเป็นพาหนะ ทรงมีรัศมีส่องสว่าง ไปทั่วทั้ง 10 ทิศ ดั่งพระอาทิตย์

วันที่สี่ของ Navratri อุทิศเพื่อ Kushmandaเทวี

ในวันที่สี่ของเจ้าแม่Durga เป็นที่เคารพบูชาเป็นเจ้าแม่Kushmanda เธอนั่งบนเสือและมีแปดกร อยู่ในระบบพลังงานแสงอาทิตย์และเป็นตัวแทนของความรู้ทั้งหมด เจ็ดประเภทของอาวุธจะแสดงในเจ็ดกรอีกกรถือลูกประคำ เธอชอบของถวายแห่ง"Kumhde" ดังนั้นชื่อของเธอ"Kushmanda"ได้กลายเป็นที่มีชื่อเสียง Kushmanda" "Ku"คือ"ความเล็กน้อย""Ushma"คือ"ความอบอุ่นหรือพลังงาน"และ"Anda"คือ"ไข่"หมายถึงเป็นผู้หนึ่งที่สร้างจักรวาลที่เป็น"ไข่จักรวาลน้อย"เป็นที่รู้จักกันว่าพระแม่'Krishnamanda' มีการสร้างจักรวาลในไข่ที่เรียกว่า"Anda" ด้วยรอยยิ้มที่ทำลายความมืดของเธอดังนั้นเธอจึงถูกเรียกว่าเป็น Adi Swarup เธอถูกเรียกว่า'Astbhuja' อีกด้วย ที่เคารพสักการะของพระแม่Kushmanda ได้นำแสงสว่างเข้าไปในความมืดและความโง่เขลา ทำให้ความรู้แจ้งอย่างแท้จริงทำลายอัตตา, โรคภัย, ความโศกเศร้า, ซึมเศร้า, ความโง่เขลา "Kumbh Bhand"หมายถึงการเห็นความมีชีวิตชีวาของจักรวาลในรูปทรงPindi หรือความรู้แห่งความซับซ้อนแห่งจักรวาลในการแข่งขันของมนุษย์ ที่พำนักของพระแม่Kushmanda อยู่ในBhimaparvat

พลังงานของรอยยิ้มอันศักดิ์สิทธิ์ของเธอที่เรียกว่า" Kushmanda" เทพธิดาDurga มีความสุขมากในชาตินี้และเป็นที่เชื่อกันว่าเมื่อมีการสร้างการดำรงอยู่ของจักรวาล ก็มีความมืดซึ่งสิ้นสุดลงนิรันดร์เมื่อพระแม่Kushmanda ยิ้ม ดังนั้นพระแม่ Kushmanda ที่เป็นที่รู้จักเป็นผู้สร้างจักรวาลทั้งมวล เธอยังเป็น"Adi Shakti" หลักของ Suraymandala (พระอาทิตย์) จะเป็นถิ่นที่อยู่ของเจ้าแม่ เธอเป็นคนเดียวที่มีอำนาจและความแข็งแรงที่จะอยู่ในหลักของSuryaloka (Sun) ร่างกายของเธอส่องสว่างเหมือนดวงอาทิตย์ที่มีแสงสว่าง ทุกทิศทางได้รับแสงจากรอยยิ้มของเธอรวมเป็นเทพแห่งของดวงอาทิตย์ในตัวเอง พระแม่Kushmanda Maa เรียกว่า"Ashtabhuja" เธอมักจะมีภาพที่มีแปดกร ในเจ็ดกรของเธอถือ Kamandalu, โบว์, ลูกศร, ดอกบัว, ขวดน้ำทิพย์, จานบิน และกระบอง ในกรที่แปดของเธอถือเป็นความสามารถในการภาวนาแห่งการให้แปดSiddhisและเก้าNiddhis เธอขี่เสือที่เป็นตัวแทนของ"ธรรมะ" การนมัสการเธอจะช่วยกำจัดโรคภัยและความเจ็บปวดจะถูกกำจัดออกและชีวิตจะมีความแข็งแกร่งและสุขภาพดีขึ้น

 

การบูชาเทวีKushmanda ในวันที่สี่ของ Navratri ในการบูชาพระแม่Durgaมีความสำคัญมาก ในวันนี้ yogisและSadhaks หรือสาวกอื่น ๆ เก็บใจของพวกเขาในจักระ Anahata พระแม่Kushmanda ได้แสดงจักระAnahata ในการปฏิบัติทางจิตวิญญาณ การบูชาพระแม่Kushmandaระหว่างเทศกาลNavratri เพิ่มสุขภาพดีและความแข็งแรง ของตนเอง

เทพธิดาDurga Kushmanda มีชื่อหลังจากที่เธอสร้างจักรวาลที่มีรอยยิ้ม เธอเชื่อว่าเป็นแหล่งที่มาของอำนาจไม่จำกัดระยะเวลา เทพธิดาKushmanda มีแปดแขนและนั่นคือเหตุผลที่เธอเป็นที่รู้จักกันว่า"Ashtabhuja"ในเจ็ดมือเธอถือโกศศักดิ์สิทธิ์, โบว์, ลูกศร, ดอกบัว, หม้อน้ำ จานบินและกระบอง ในมือที่แปดของเธอเธอถือสายลูกประคำอธิษฐานที่เชื่อว่าเพื่อให้ประสบความสำเร็จและเกิดความรอบคอบ

ฟักทองคือผลไม้ที่เรียกว่าเป็นของถวายโปรดของพระแม่Kushmandam เพราะมันเป็นผักที่ใช้ในการบวงสรวงเทพธิดา(naibidhya) นั่นคือเหตุผลที่เธอมีชื่อว่าKushmanda เธอเป็นที่เคารพบูชาปฏิบัติตามพิธีกรรมที่มีการอธิบายไว้ในShastra และPuranas เทพธิดาDurga เป็นที่เคารพบูชาในปางนี้ เธอช่วยกำจัดความเศร้าโศกและโรคภัยและการเพิ่มพูนชื่อเสียงในชีวิตและความแข็งแรง เทพธิดาKushmanda เป็นผู้สงบ และถ้าคนใดคนหนึ่งบูชาด้วยความจงรักภักดี เขาจะได้รับพรแน่นอน

ตำนานการสังหารปิศาจอสูร Raktabija ,Nishumbha และShumbha

หลังจากที่พระแม่Kaali ถือหัวของ Chanda และ Munda ในมือของเธอเข้าหาพระแม่ Ambika จึงกล่าวถ้อยคำอันเป็นมงคลกับพระแม่Kaaliว่า "เพราะเธอได้นำพาฉัน ทั้งศีรษะChandaและMunda เธอจะต้องมีชื่อเสียงในโลกโดยชื่อ Chaamunda"

พระแม่Kaaliจึงบอกพระแม่Ambikaว่าเธอจงไปสังหารปิศาจที่เหลือ พระแม่กาลีขยายปากของเธอกว้างและส่งเสียงHUMอย่างน่ากลัว พร้อมกับยิงลูกธนูออกไปจำนวนมาก เสียงคำรามของสิงโตและเสียงระฆังดังกึกก้องอย่างน่ากลัว เมื่อได้ยินเสียงคำรามที่โกรธ กองพันอสุราถูกล้อมรอบด้วยกองทัพสิงโตของเทวีChandikaและเทวีกาลีในทุกสี่ด้าน ณ เวลานี้ อยู่ในช่วงทำลายศัตรูของเหล่าปวงเทพ และมีความสุขที่สุดของเหล่าเทวะ เพราะมีพลังมากกว่า พระแม่ศักติที่มีออกมาจากร่างกายของพระพรหม, พระศิวะ, Guha, พระนารายณ์และอินทราและทุกร่างกายของเหล่าเทวะไปสู่เทวีChandika ไม่ว่าจะเป็นเครื่องประดับและยานพาหนะที่ถูกส่งพลังไปยังพระแม่Shaktiขั้นสูงที่พร้อมจะต่อสู้กับasuras

 

เป็นสงครามที่กลายมาเป็นดุเดือดและรุนแรงมากขึ้นทำให้เทพธิดา7องค์หรือพระแม่Shaktis อวตารโผล่ออกมาจากร่างกายของเทวีอัมบิกา เพื่อให้ความช่วยเหลือเทพธิดาในการต่อสู้ครั้งนี้ ในขณะที่ถูกส่งไปยังสนามรบ พลังอำนาจทั้งหมดของปิศาจRaktabija มีประสิทธิภาพจากพรที่ได้รับอันเป็นประโยชน์ในทุกครั้งที่เลือดของมันหยดลงบนพื้นดินจะทำให้เกิดร่าง'Bija'และกลายเป็นปิศาจRaktabijaอีกเป็นพันตัว "ฆ่ามัน"เทพธิดาอัมบิกาบอกเทพธิดากาลีให้ไปเลียเลือดของ Raktabija ก่อนที่จะหยดลงบนพื้นดิน เทพธิดากาลีได้ทำการการตัดศีรษะของปีศาจ Raktabijaและกินเลือดก่อนที่หยดลงพื้นโลก

จากนั้นในด้านหน้าของSumbha เทวีกาลีได้เจาะศัตรูเป็นชิ้นด้วยตรีศูลของเธอบดละเอียดและนำหัวกระโหลกศีรษะมาคล้องคอ เมื่อร่างฉีกขาดเป็นชิ้นๆลงมาบนแผ่นดินโลกในหลายร้อยลำธารของเลือดที่ไหลออกจากพวกมัน ฉีกขาดโดยกรงเล็บของเธอ เทวีกาลีได้กินเลือดจนหมด

หลังจากที่ Raktabija ถูกฆ่าและปิศาจอสุราอื่นๆถ​​ูกฆ่าตายในการต่อสู้ อสุราShumbhaและ Nishumbha โกรธมากมายที่ได้เห็นกองทัพของมันถูกฆ่า Nishumbhaรีบวิ่งไปข้างหน้าในฐานะหัวหน้าของเหล่าอสุรารายล้อมรอบ มันโกรธและกัดริมฝีปาก ตรงไปข้างหน้าเพื่อจะฆ่าเทวี Shumbhaอสุราผู้ยิ่งใหญ่ในความกล้าหาญก็เดินหน้าไปด้วย ล้อมรอบด้วยกองกำลังของมันเองเพื่อฆ่าเทวีChandikaด้วยความโกรธ แล้วการต่อสู้รุนแรงระหว่างเทวีในด้านหนึ่งและด้านอื่นๆล้อมรอบเต็มไปหมด อสูรShumbhaและNishumbha ได้ยิงพายุลูกธนูจำนวนมากไปบนตัวเทวี แต่เทวีChandikaหั่นลูกศรจำนวนมากได้อย่างรวดเร็ว และตีอย่างแรงบนแขนขาของมันทั้งสองด้วยมวลอาวุธของเธอ

 

ในฐานะที่Nishumbhaเป็นมารของเหล่าเทวะ เทวีChandikaได้ใช้ตรีศูลพุ่งเจาะเข้าไปที่หัวใจ มันอย่างแรง หัวใจแตกออกมาจากNishumbhaผู้มีความแข็งแรงที่ยิ่งใหญ่และกล้าหาญ เทวีร้องว่า"หยุด"และหัวเราะเสียงดัง แล้วตัดศีรษะของมันอย่างแรงด้วยดาบของเธอ ครั้นแล้วมันก็ล้มลงไปที่พื้นดิน สิงโตเข้าไปตะปบกินแล้วใช้ฟันบดอย่างรุนแรงที่คอของมัน เทวีกาลีและ Sivaduti ได้เข้าไปกินในส่วนอื่นๆ พระแม่่Shaktisทั้งหมดได้ร่วมมือกันฆ่ากลุ่มปิศาจNishumbhaจนตาย และกองทัพของมันหนีกระจัดกระจายออกไปเหลือเพียงปิศาจShumbha

Nishumbhaน้องชายของมันถูกฆ่าผู้ที่เป็นที่รักของมันเป็นชีวิตจิตใจและกองทัพของมันก็ถูกฆ่าทิ้งด้วย Shumbhaโกรธและกล่าวว่า แม่Durga ที่กำลังพองตัวขึ้นด้วยความภาคภูมิใจ จงอย่ามาแสดงความภาคภูมิใจของเธอที่นี่ เมื่อShumbha ตระหนักว่าพวกมันเคยมีจำนวนมากกว่า มันจึงสบประมาทเทพธิดาว่าเธอคนเดียวไม่สามารถเอาชนะมันได้และต้องการความช่วยเหลือของเจ็ดพระแม่ศักติที่เหลือ

เทวีกล่าวว่า"ฉันคือทุกอย่างในโลกนี้ จะมีใครนอกเหนือจากฉัน? มองดูสิเจ้าคนชั่ว นี่คือเทพธิดาหลายองค์ที่เป็นพลังอำนาจส่วนหนึ่งของตัวฉัน เข้ามารวมอยู่ในตัวฉันทั้งหมด ณ บัดนี้ "จากนั้นเทวีศักติทั้งหมดถูกดูดซึมเข้าในร่างกายของเทวี เหลือเพียงเทวีAmbika เพียงผู้เดียวเท่านั้นยังคงอยู่ เทวีกล่าวว่า "ฉันมีหลายปางที่จะปล่อยพลังอำนาจออกมาที่นี่ ที่ได้รับการแบ่งแยกโดยฉันและตอนนี้ฉันยืนอยู่คนเดียวอย่างใจเพชรที่จะต่อสู้" จากนั้นการต่อสู้ระหว่างพวกเขาทั้งสองเริ่มน่ากลัว ระหว่างเทวีและShumbha ในขณะที่เทวีและอสุรามองดูบนท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยลูกธนู อาวุธมีคมและอาวุธน่ากลัวต่างๆ ที่จะเริ่มต่อสู้อีกครั้งในสงครามใหญ่ทั้ง3โลก

มันได้รับบาดเจ็บจากระเบิดของฝ่ามือของเทวีที่ทุ่มระเบิดลงบนแผ่นดิน แต่ทันทีที่มันลุกขึ้นอีกครั้ง มันกำลังจะยึดตัวเทวี มันได้กระโดดขึ้นและบินสูงขึ้นไปบนท้องฟ้า เทวีChandikaบินขึ้นไปด้วย โดยปราศจากการช่วยเหลือใดๆ เธอได้ต่อสู้กับมัน จากนั้นปิศาจdaitya(Shumbha) และเทวีChandika ต่อสู้อย่างที่ไม่เคยมาก่อนบนท้องฟ้าอย่างใกล้ชิด จากที่เทวีAmbikaดำเนินการต่อสู้อย่างใกล้ชิดมาเป็นเวลานานมากเธอก็ยกมันขึ้นหมุนคว้างตัวมันไปรอบๆและโยนมันลงไปยังแผ่นดิน มันตะเกียกตะกายขึ้นมาใหม่ รีบวิ่งไปข้างหน้าอย่างเร่งรีบปรารถนาที่จะฆ่าเทวีChandika มันรีบตรงเข้าใกล้ เทวีโถมตรีศูลเจาะบนหน้าอกของมันเขวี้ยงทุ่มลงไปยังแผ่นดิน สั่นสะเทือนไปทั้งโลกทั้งกับทะเล หมู่เกาะและภูเขา

 

เมื่อความชั่วร้ายที่ปิศาจอสุราถูกฆ่า, จักรวาลกลายเป็นความสุขและความสงบสุขกลับคืนมาสมบูรณ์แบบและท้องฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน เมฆหมอกจางก่อนที่จะกลายเป็นความสงบและแม่น้ำที่เก็บรักษาไว้ภายในสถานที่เงียบสงบ เมื่อปิศาจShumbhaตายลงที่นั่น ทุกวงดนตรีของบรรดาทวยเทพ กลายเป็นความปลาบปลื้มและคนธรรพ์ร้องเพลงไพเราะ เป่าเครื่องดนตรีของพวกเขาพร้อมกับเต้นรำ ดวงอาทิตย์กลายเป็นแสงสาดส่องมากมายมหาศาลดั่งไฟศักดิ์สิทธิ์เผาผลาญพลังงานอย่างสงบสุขและเงียบสงบ พร้อมกับเสียงโห่ร้องสรรเสริญด้วยความดีใจที่เพิ่มขึ้นของเหล่าทวยเทพที่แตกต่างกัน

บทสวดมนต์ :

"Om dukha hantraya namah"

Kushmandaเทวี ปรากฏแปดแขนที่ถืออาวุธและภาวนา(Mala), เธอจะนั่งอยู่บนเสือและกลิ่นอายของเธอจะเป็นเช่นดวงอาทิตย์ พรวิเศษ : ลักษณะของเทวีนี้ทำลายความเศร้าโศกของจิตใจและอัตตาโดยสอดคล้องกันของจักรวาลขนาดใหญ่กับจักรวาลขนาดเล็กภายในของแต่ละบุคคล นี่จะทำให้ได้ใช้อาณาจักรทั้งหมดแห่งจักรวาลภายนอกสู่ภายในแต่ละบุคคลผ่านการทำสมาธิ เธอคือมารดาประธานแห่งการเกิดและการเกิดใหม่ ที่พำนักของเจ้าแม่Kushmanda อยู่ในBhimaparvat เราจะเห็นลำธารของแสงสีส้ม สีทองเข้มและสีทอง ไหลสิ้นสุดในหยดเล็กๆของแสงสีทองที่เข้ามาในแนวกระดูกสันหลัง จะกระทำเหมือนมีดผ่าตัดศัลยกรรมทางจิตวิญญาณ ทำลายเชิงลบและตำแหน่งอัตตาตัวตน นี่เป็นวันดีที่จะทำสมาธิเว้นการชักนำไปสู่นิสัยหรือกิจกรรมที่ไม่ดี การขอขมา การสัมผัสกับความเป็นจริงภายในของคุณและตำแหน่งในจักรวาล ความสัมพันธ์ของคุณกับตัวคุณเอง จักรวาล อื่นๆภายใน และแบ่งเตือนความจำของคุณเองว่า พลังทั้งหมดของตัวเองมาจากพระคุณของเธอ อัตตาตัวตนที่เห็นผิดจะยอมจำนนในที่สุด คุณจะได้รับผ้าห่มสีแดงแห่งแสงมงคลครอบคลุมตนเอง, บ้านและสถานที่เคารพบูชา การถวาย: ลูกแพร์ 4ผล ยอมรับและแบ่งให้กับผู้อื่นในตอนเย็น ควรถวายแสงเทียนเช้า-เย็น ถวายหัวใจด้วยดอกไม้มีกลิ่นหอมทั้งหมด, ผลไม้, เครื่องประดับ และเสื้อผ้า

 

 

 

 

 

 

นวราตรี คืนที่5

บูชาพระแม่อุมาเทวี ปางสกันทมาตา(skandmata) ทรงเลี้ยงพระขันทกุมาร โอรสผู้เกิดจากพระศิวะ แสดงถึงความรักของมารดาที่มีต่อบุตร ทรงประทานการมีบุตรที่ดีสมหวัง ชีวิตครอบครัวที่อบอุ่น ชัยชนะความสำเร็จ

 

พระแม่Skandmata ทรงมีสิงโตเป็นพาหนะ ทรงอุ้มพระขันธกุมารไว้บนตัก ทรงมีตรีเนตร 4 กร

วันที่ห้าของการอุทิศให้กับงานNavratri เจ้าแม่Skandmataเทวี

เธอเป็นเทพธิดาแห่งไฟ ปางที่ห้า ของเจ้าแม่Durga คือ"Skanda Mata" ลูกสาวของเทือกเขาหิมาลัย หลังจากที่มีการปลงอาบัติก็ได้แต่งงานกับพระศิวะ เธอมีลูกชายชื่อ"Skanda" Skandaเป็นผู้นำของกองทัพของพระเจ้า Skanda Mataเป็นเทพแห่งไฟ Skanda นั่งบนตักของเธอ เธอมีดวงตาที่สามและมีสี่กร เธอมีผิวสีขาวและนั่งอยู่บนดอกบัว บางคนยังแสดงภาพของเธอนั่งอยู่บนสิงโตกับลูกชายของเธอ Skand(พระเจ้า Kartikeya)นั่งบนตักของเธอด้วยกับสองกรที่ถือดอกบัว ในขณะที่อีก 2 กรแสดงการป้องกันและให้พร กล่าวว่าด้วยความเมตตาของแจ้าแม่ Skandmata แม้กระทั่งความไม่รู้จะกลายเป็นมหาสมุทรของความรู้ที่ยิ่งใหญ่และตำนานสันสกฤต Scholar Kalidas ได้ถูกสร้างเป็นงานสองชิ้นเอก ได้แก่ “Raghuvansh Maha Kavya” and “Meghdoot” โดยพระคุณของพระแม่Skandmata อย่างไรก็ตามบางคนเชื่อว่าKalidasa ได้แรงบันดาลใจและได้รับพรโดยพระแม่Kushmanda

พระขันทกุมาร มหาเทพนักรบแห่งสวรรค์ บุตรพระแม่อุมาเทวี

พระขันทกุมาร มหาเทพองค์นี้มีชื่อใกล้มาทางฝ่ายไทย และมีส่วนเกี่ยวข้องกับพระพิฆเนศ ในอินเดียเรียกพระขันทกุมารนี้ว่า สกันทะ (ผู้โลดเต้น ผู้ทำลาย) , กรรตติเกยะ (บางแห่งเขียนว่า การัตติเกยะ) อินเดียตอนใต้เรียก สุพราหมัณเย ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือมาก

ตามหมู่บ้านทั้งหลายในอินเดีย จึงนิยมตั้งศาลสักการะบูชาพระขันธกุมารกันแทบทุกหมู่บ้าน

พระขันธกุมาร (ขันทกุมาร) เป็นโอรสของ พระศิวะเทพ กับ พระนางปราวตี (พระแม่อุมา) เกิดจากน้ำเชื้อของพระศิวะมหาเทพ ที่ร่วงหล่มลงพื้นธรณี จนยากที่จะพิสูจน์ว่าพระพิฆเนศกับพระขันธกุมารใครเป็นพี่เป็นน้อง

ในวรรณคดีโบราณ เช่น โองการแช่งน้ำ แม้จะมิได้ขานพระนามของพระขันธกุมารโดยตรง แต่ก็มีคำที่ว่า "ขุนกล้าขี่นกยูง" ปรากฎความอยู่

"ขุนกล้า" ในโองการแช่งน้ำนั้นหมายถึง พระขันธกุมารนั่นเอง ด้วยมีสัตว์พาหนะเป็นนกยูงที่ชื่อ ปรวาณี (ก่อนนั้นเป็นปัทมาอสูร)

พระขันธ์กุมาร เทพเจ้าแห่งนักรบ บุตรแห่งพระศิวะและพระแม่อุมามหาเทวี

เทวกำเนิดของ พระขันทกุมาร นั้น มีไม่มากเหมือนเทพเจ้าองค์อื่นๆ กล่าวกันว่า พระขันทกุมารนี้เป็นหนุ่มรูปงาม มี 6 พักตร์ (บางแห่งวาดเป็นพระพักตร์เดียว) และมี 12 กร ผิวพรรณนั้นงดงามดั่งจันทร์คืนเพ็ญ แต่สง่างามดุจพระสุริยะเทพ

การกำเนิดของพระขันทกุมารนั้นก็เพื่อปราบอสูรที่ชื่อ ตาระกาสูร เป็นกษัตริย์แห่งแคว้นตรีปุระ อสูรตนนี้มีตบะแรงกล้ามาก สามารถบำเพ็ญฌานบารมีจนร้อนไปถึงพรหมโลก ทำให้จักรวาลสั่นสะเทือนโกลาหลไปหมด กษัตริย์อสูรตนนี้ไม่เกรงพระบารมีของมหาเทพผู้สร้าง (พระพรหม) คิดว่าตนเองก็เป็นหนึ่งเหมือนกัน

การบำเพ็ญฌานบารมีนั้นทำให้ พระพรหม ทนความร้อนไม่ไหว ต้องเสด็จมาประทานพรตามที่อสูรปรารถนา เหตุที่บอกว่าอสูรตาระกามีตบะแรงกล้านั้น เพราะได้ทำสมาธิอย่างเข้มงวดเป็นเวลายาวนานกว่า 100 ปีสวรรค์ ทำให้พรที่อสูรตนนี้ขอไว้กับพระพรหมคือขอให้มีชีวิตเป็นอมตะ แข็งแกร่งไม่มีผู้ใดในตรีภพเทียบได้ และไม่มีใครสามารถสังหารเขาได้นอกเสียจากโอรสของพระศิวะเทพ ที่ขอพรไปเช่นนั้นเพราะล่วงรู้ว่าขณะนั้นพระศิวะกับพระแม่อุมาเทวียังไม่มีโอรสด้วยกันเลย

เมื่อตาระกาสูรได้รับพรจากพระพรหมแล้ว ก็เริ่มออกอาละวาดในจักรวาลทันที!! เริ่มต้นด้วยการยึดเอาวิมานและกวาดเอาทรัพย์สินของพระอินทร์ไปจนหมด บังคับให้พระฤาษีมอบ โคกามเกนุ ซึ่งเป็นโคที่มีคุณสมบัติพิเศษคือ สามารถบันดาลให้เจ้าของได้ทุกสิ่งทุกอย่าง นอกจากนี้ยังเปลี่ยนกฎเกณฑ์ธรรมชาติจนวุ่นวายไปหมด เช่น บังคับให้พระอาทิตย์ดับแสงและไร้ซึ่งความร้อน บังคับให้พระจันทร์ลอยค้างอยู่บนท้องฟ้าตลอดเวลา บังคับลมให้พัดโหม หรือเปลี่ยนทิศทางได้ตามคำสั่งของอสูรตาระกา ยังผลให้โลกเดือดร้อนวุ่นวายมาก

ฝ่ายเทวดาทั้งหลายอันมี พระวิษณุเทพ เป็นใหญ่นั้น ได้เสด็จไปยังพระทวารที่ประทับชั้นในของพระศิวะเทพ และร่วมกันเปล่งคำสรรเสริญในพระบารมีแห่งมหาเทวะ คราวนั้นถึงกับทำให้พระศิวะต้องทรงผละพระวรกายปรากฎกายต่อเบื้องหน้าเทพทั้งหลาย พระองค์ทรงเห็นใบหน้าที่เศร้าหมองระทมทุกข์ของเทวดาจึงได้ถามว่าเพราะเหตุอันใด

ฝ่ายวิษณุเทพเล่าเรื่องราวของอสูรตาระกาว่าได้พรจากพระพรหมให้มีชีวิตอมตะไม่มีใครสังหารได้นอกจากโอรสของพระศิวะเท่านั้น ฝ่ายเทพทั้งหลายจึงรอการประสูติของโอรสแห่งพระศิวะอยู่นานนับพันปี จึงได้มาเข้าเฝ้าเพื่อขอพึ่งบารมี
ครานั้น พระศิวะมหาเทพ ได้ทรงแบ่งน้ำเชื้อที่มีความร้อน เหมือนไฟแห่งการทำลายล้างออกมาหยดหนึ่งร่วงลงสู่พื้นดิน ด้วยความรีบร้อน พระอัคนี ได้รีบแปลงกายเป็นนกเขา กลืนเอาน้ำเชื้อนั้นเข้าไป ความร้อนแรงแห่งน้ำเชื้อนั้นทำให้พระอัคนีร้อนรนจนทนไม่ได้ พระศิวะแนะนำให้เอาน้ำเชื้อนั้นไปใส่ในครรภ์ของผู้หญิงแทน และต้องใส่ในครรภ์ของหญิงซึ่งได้อาบน้ำในวันแรกของเช้าตรู่เดือนมาฆะ

ในวันนั้น บรรดาภริยาของฤาษีทั้ง 7 ตนได้มาอาบน้ำ ปรากฎว่า ภริยาทั้ง 6 คน (เหลือเพียงคนเดียว) ที่ลงอาบน้ำนั้นถูกน้ำเชื้อที่นกเขาคายไว้ ซึมแทรกเข้าไปตามรูขุมขน นางทั้งหกจึงร้อนรนทุกข์ทรมานมาก นางทั้งหกได้ถูกเหล่าฤาษีขับไล่ออกจากอาศรม จึงได้ตัดสินใจทำลายน้ำเชื้อที่เป็นตัวอ่อนทิ้ง ด้วยพลังแห่งโยคะที่เทือกเขาหิมาลัย เพื่อจะได้หลุดพ้นจากความทรมาน ด้วยการเหวี่ยงตัวอ่อนลงไปที่แม่น้ำคงคา เช่นเดียวกับ พระแม่คงคา ที่ได้เหวี่ยงเอาตัวอ่อนนี้ขึ้นไปที่พงหญ้า เสมือนการชุบตัวจากแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ ได้ปรากฎทารกน้อยขึ้นตนหนึ่งที่พงหญ้านั้น

พระพรหมทรงรู้ด้วยญาณว่า โอรสแห่งพระศิวะเทพได้ถือกำเนิดแล้ว จึงบัญชาให้พระฤาษีวิศวามิตรไปประกอบพิธีให้กับโอรสน้อยแห่งศิวะเทพ ทารกนี้พูดได้ตั้งแต่ยังแบเบาะว่า "ด้วยประสงค์ของพระศิวะเทพที่ส่งท่านมายังที่นี้ ขอให้ท่านฤาษีจงประกอบพิธีทางศาสนาเพื่อชำระร่างกายของข้า ให้บริสุทธิ์ตามกฎแห่งพระเวทที่วางไว้เถิด"

ข้างฝ่ายพระอัคนีที่เคยอุ้มน้ำเชื้อไว้ เมื่อสมัยจำแลงกายเป็นนกเขานั้น ได้เดินทางมายังที่แห่งนี้ด้วย และมอบคฑาศักดิ์สิทธิ์ถวายให้กับพระองค์ ทันทีที่ได้รับอาวุธ พระขันทกุมารก็เหาะขึ้นไปบนยอดเขาแห่งหนึ่ง เพื่อพิสูจน์พลังอำนาจแห่งตน ด้วยการใช้คฑานั้นฟาด จนภูเขาถล่มทลายลงในพริบตา ทันทีที่ยอดเขานั้นแยกออก ได้ปรากฎปิศาจ 10 โกฏิตนออกมาก แต่ก็ถูกพระองค์สังหารจนสิ้น

ต่อมา นางกฤตติกา (กลุ่มดาวทั้ง 6 ดวง) ได้ลงมาอาบน้ำ เห็นกุมารน้อยนอนอยู่ที่กอหญ้า ก็บังเกิดความรักใคร่ นำเอากุมารไปเลี้ยงดูในดินแดนของนางทั้งหก และเพื่อไม่ให้เกิดความน้อยเนื้อต่ำใจในหมู่แม่นมทั้งหลาย พระกุมารจึงได้แยกร่างออกเป็น 6 พระองค์ (บางตำนานบอกว่ามี 6 พระพักตร์ในร่างเดียว) ด้วยเหตุที่เป็นลูกที่รักยิ่งของนางการัตตี พระองค์จึงได้ชื่อว่า พระการัตตีเกยะ (Kaitikeya)

ขณะเดียวกันนั้น ได้เกิดเหตุประหลาดกับพระนางปารวตี (พระแม่อุมาเทวี) คือมีน้ำนมไหลออกจากเต้านมทั้งสองข้าง นางจึงได้ถามเรื่องน้ำเชื้อที่หล่นบนผืนดินกับพระศิวะ เพราะนางเข้าใจว่า เหตุที่น้ำนมของนางซึ่งไหลอยู่นี้ ชะรอยว่าโอรสจะถือกำเนิดแล้ว แต่อยู่ที่ผู้ใดหรือแห่งหนใดกันเล่า พระศิวะจึงมีโองการให้ผู้ครอบครองกุมารรีบเอามาคืนด่วน มิฉะนั้นจะรับโทษหนัก

พระศิวะเทพและพระอุมาเทวี จึงเริ่มตรวจสอบถามความจริงในหมู่เทพ เริ่มจากพระพรหม ติดตามความไล่หาจนมาถึงกลุ่มดาวทั้งหก

พระศิวะเทพยินดีมาก ที่นางทั้งหกได้ดูแลโอรสของพระองค์เป็นอย่างดี จึงส่งคณะเทพบริวารไปทูลเชิญกุมารกลับเขาไกรลาส ในวันเสด็จกลับนั้น พระนางปราวตีได้จัดส่งราชรถที่สร้างโดยพระวิศวกรรมไปรับ โดยพระโอรสเสด็จกลับพร้อมกับนนทิเกศวร และพระแม่กฤตติกา เมื่อราชรถถึงเขาไกรลาส เทพเทวดาทุกชั้นฟ้าเสด็จมาอำนวยชัย ประโคมดนตรีเป่าสังข์ ต้อนรับกันอย่างเอิกเกริก มีการนำหม้อน้ำหลายร้อยใบที่บรรจุแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ มาชำระร่างกายให้กับกุมาร และเหล่าเทพได้มอบสิ่งของให้ดังนี้...

พระวิษณุเทพ มอบมงกุฎและเครื่องประดับเพชรพลอย
พระศิวะเทพ พระบิดา มอบตรีศูล คันศร ลูกศร พินาค ขวาน ปาศุปัต
พระพรหมเทพ มอบด้ายสายสิญจน์ หม้อน้ำมัณฑลุ ลูกธนูพรหมศาสตร์และยุทธศาสตร์ในการทำลายศัตรู พร้อมด้วยมนต์คายตรี
พระอินทร์ มอบช้าง อสุนีบาต
พระวรุณ มอบภาชนะใส่น้ำอมฤต
ท้าวกุเบร มอบไม้อาญาสิทธิ์
กามเทพ มอบลูกธนูแห่งรักและปรารถนา
มหาสมุทรน้ำนม มอบเพชรพลอย กำไลข้อเท้า
พญาครุฑ มอบโอรส คือ พระจิตพรหัณ ให้รับใช้
พระอรุณ มอบไก่แจ้ตามรจูฑ
พระนางปารวตี หรือ พระแม่อุมาเทวี พระมารดา มอบพลังอำนาจ
พระลักษมี มอบทรัพย์สมบัติของล้ำค่า
พระสรัสวดี มอบสิทธิวิทยา ความรู้อันสูงสุดแห่งโยคะ

หนี้ของแม่ที่ไม่เคยได้ชำระคืน พระขันทกุมารก็เสด็จไปเป็นผู้ปราบตาระกาสูรจนได้รับชัยชนะ อสูรที่กล่าวมาเมื่อตอนต้นนั่นเอง เจ้าแม่อุมาเทวีปางSkandmataวางรากฐานของความสัมพันธ์ของบุตรคนเก่งกับมารดา

พระขันธกุมารมีพระชายา 2 พระองค์ เท่ากับพระพิฆเนศ คือ พระนางเทวเสนา และ นางวัลลี ซึ่งเป็นเจ้าหญิงของชาวลังกา พิธีแต่งงานมีขึ้นที่นิมฝั่งแม่น้ำมานิก ต่อมานิคมแห่งนี้เรียกว่า กรรตติเกยะคาม ดังนั้น คนพื้นเมืองแถบนี้จึงนับถือพระขันธกุมารและยางวัลลรเป็นเทพเจ้าศักดิ์สิทธิ์ประจำหมู่บ้าน

ในอินเดียนั้นมีพิธีบูชาพระขันธกุมาร ในวันขึ้น 6 ค่ำ เดือน 5 (จิตรมาส) พิธีนี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โลหะอภินิหาร ซึ่งเกี่ยวข้องกับพระองค์โดยตรงในฐานะที่พระองค์เป็นชาตินักรบมาตั้งแต่เยาว์วัย

พระขันทกุมาร มีพระนามเรียกมากมาย เช่น
มหาเสนา (เทพเจ้าแห่งสงคราม) ชาวไทยนำคำนี้มาใช้เป็นชื่อตำแหน่งทางการทหาร
เสนาบดี (เป็นใหญ่ในหมู่นักรบ) ชาวไทยนำคำนี้มาใช้เป็นชื่อตำแหน่งทางการทหาร
สิทธิเสนา, ตารกชิต, ทวาทศกร, ทวาศากย์, สกันทะ, การติเกยะ, สุพราหมัณย เป็นต้น

ขอขอบคุณข้อมูลพระขันทกุมารจาก http://www.siamganesh.com/sakanda.html

บทสวดมนต์ :

"Om hreeng mahadurgaya namah" และ "Om nityaya namah"

แต่ละบทอาจไม่ได้รับการแยกกัน เทวีSkandmata ถือ Skand ลูกชายของเธอบนตักและนั่งอยู่บนสิงโต เธอปรากฏสามตาและกรสองกรถือดอกบัวในขณะที่กรอื่นๆมีการปกป้องและให้พร เราเห็นพลังงานของเจ้าแม่Skandmata เปลี่ยนการให้พรจากปางอื่นๆ ตอนนี้กระแสแสงสีเงินออกมาจากมือของประชาชนเปิดขึ้นและจะกลายเป็นลูกบอลของพลังงานใน brahmsthaanของทุกบ้าน เปิดรับกิจกรรมแห่งความแข็งแรงและความมั่งคั่ง นำพระพรของเทวีเข้ามาในบ้านและกระจายแสงนี้ลงในผนังของบ้านหรือสถานที่ทำงาน ที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบ้านที่สร้างขึ้นใหม่จะอบอุ่นและรุ่งเรือง การถวาย:องุ่น 5พวง(คุณสามารถแยกพวงขนาดใหญ่ให้เล็กลง) ถวายแสงเทียนในตอนเช้าและตอนเย็น ยอมรับและแบ่งปันองุ่นในตอนเย็นให้กับคนอื่น ๆ ถวายจิตใจด้วยดอกไม้มีกลิ่นหอมทั้งหมด, ผลไม้, พลอย, เสื้อผ้าและจำต้องขอบคุณเพื่อน คนในครอบครัวทั้งหมดของคุณ และศัตรูทั้งหลาย ที่ให้ความเป็นอิสระแก่คุณให้พ้นจากความมืดมิดแห่งกรรม

 

 

 

 

 

นวราตรี คืนที่6

บูชาพระแม่อุมาเทวี ปางกาตยานี(kaatyayani) ทรงปราบมหิษาสูร คือปางแห่งการทำลายมารร้ายในจิตใจและประทานสุขภาพที่แข็งแรงแก่สาวก ทรงกำจัดวัวธนูควายธนู และประทานเสน่ห์แห่งความรักที่สมหวัง

 

ทรงสิงโตเป็นพาหนะ มีตรีเนตร มี 4 กร ถือดาบ และดอกบัว มือประทานพร และประทานอภัย

วันที่หกของNavratri อุทิศให้กับ Kaatyayaniเทวี

เทพธิดาแห่งVrindavan เธอจะมีสี่แขนและสามตา, เธอจะนั่งอยู่บนสิงโต เธอเป็นปางที่หกของเจ้าแม่Durga และเป็นที่รู้จักกันเป็นเจ้าแม่ Katyayani ลูกชายของ" Kat "คือ"Katya" Katyayan Rishi ได้เกิดในวงศ์ตระกูล"Katya" Katyayan ได้บำเพ็ญตบะด้วยความปรารถนาที่จะได้เจ้าแม่เป็นลูกสาว เป็นผลให้เธอเกิดเป็นลูกสาวของKatyayan ดังนั้นชื่อของเธอคือ"Katyayani" เธอได้สังหารปิศาจMahishasur เจ้าแม่Katryayaniอยู่ในVraj ดังนั้นเธอจึงได้ถูกก่อตั้งขึ้นเป็นพระราชินีแห่งVraj

Kathyayini หรือเรียกว่า Katyayani เป็นรูปแบบที่หกของ Dur​​ga ที่เป็นส่วนหนึ่งของ Navadurga หรือเก้าปางของศาสนาฮินดูของเทพธิดา Durga Shakti เคารพบูชาในระหว่างการเฉลิมฉลอง Navratri ศัพท์ภาษาสันสกฤต Uma katyayani gaouri กาลี haimavathi iiswari

ใน Shaktism เธอมีความเกี่ยวข้องกับปางที่รุนแรงของชัคตีและเทพธิดาแห่งสงครามซึ่งยังรวมถึง Bhadrakali และ Chandi และปางดั้งเดิมที่เธอมีความเกี่ยวข้องกับสีแดงเช่นเดียวกับเทพธิดา Durga ปางดั้งเดิมของชัคตี

เธอเป็นคนแรกที่กล่าวถึงในthe Taittiriya Aranyaka ส่วนของthe Krishna Yajurveda ซึ่งSkanda Purana กล่าวว่าเธอถูกสร้างขึ้นออกมาจากความโกรธเกิดขึ้นของพระเจ้าซึ่งในที่สุดนำไปสู่​​การฆ่าปีศาจMahishasura ติดตั้งสิงโตให้กับเธอโดยเทพธิดา Gauri โอกาสนี้มีการเฉลิมฉลองในช่วงเทศกาลประจำปี Durga Puja ในส่วนมากที่สุดของอินเดีย

การโจมตีของเธอได้อธิบายไว้ใน Devi - Bhagavata Purana และ Devi Mahatmyam เป็นส่วนหนึ่งของ Markandeya Purana ประกอบกับ Rishi Sage Markandeya ผู้เขียนมันในภาษาสันสกฤตแคลิฟอร์เนีย CE 400-500 กว่าช่วงระยะเวลาหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Kalika Purana (ศตวรรษที่ 10) ซึ่งกล่าวถึง Uddiyana หรือ Odradesa (โอริสสา) เป็นที่นั่งของเทพธิดาKatyayani และพระเจ้า Jagannath

ในประเพณีของชาวฮินดูเช่นโยคะและTantra เธอเป็นที่สันนิษฐานว่าเพื่อ Chakra Ajna ที่หกหรือ'จักรตาที่สาม'และพระพรของเธอถูกเรียกโดยมุ่งเน้นในจุดนี้

ตำนาน

ตามตำนานโบราณที่เธอเกิดเป็นลูกสาวของ Rishi Katyayan เกิดในเชื้อสาย Katya จึงเรียกว่า Katyayani ลูกสาวของ Katyayan อื่นๆในตำราเช่น Kalika Puranaเป็นที่กล่าวถึงว่าKaytyayan Rishi เคารพบูชาเธอครั้งแรกจึงให้เธอมารู้จักกันนามKatyayani ในทั้งสองกรณีคือการสาธิตการปรากฏของเทวีDur​​ga ที่ยังเป็นที่รู้จักในชื่อParvati ภรรยาของพระศิวะและเป็นที่เคารพบูชาในวันที่หกของเทศกาล Navratri

เทวีMahatmya ในภาษาสันสกฤตข้อความกลางของ Shaktism
Vamana Purana กล่าวถึงตำนานของการสร้างของเธอละเอียดมาก "เมื่อพระเจ้าได้ขอพระนารายณ์ด้วยความทุกข์ของพวกเขาและที่พระศิวะออกคำสั่ง พระพรหมและพระเจ้าอื่นๆ ที่ปล่อยเปลวไฟออกจากตาและด้วยการสนับสนุนพลังของพวกเขาที่ภูเขา ได้ก่อตั้งกลายเป็นที่ประจักษ์ ในปางKatyayiniเจิดจ้าเป็นพันแสงดวงอาทิตย์มีสามเนตร มีผมสีดำและมีสิบแปดแขน

เธอแล่นตามหลังของMahishaผู้ที่เป็นอสูรควายและกระทืบด้วยเท้าของเธอบนหัวควายของเขาลดลงถึงดินหมดสติไป เมื่อเธอได้ตัดศีรษะของเขาด้วยดาบของเธอจึงถูกเรียกว่า Mahishasuramardini ผู้สังหารMahishasura ตำนานยังพบการกล่าวถึงใน Varaha Purana และข้อความคลาสสิกของ Shaktism Devi - Bhagavata Purana

ตามTantras เธอเผยให้เห็นใบหน้าผ่านทางทิศเหนือ (Uttaramnaya) ซึ่งเป็นหนึ่งในหกใบหน้าของพระศิวะ หน้านี้เป็นสีฟ้าและมีสามตาและยังพบเทวีอีกหลายปางในนาม Dakshinakalika, Mahakali, Guhyakah, Smashanakalika, Bhadrakali, Ekajata, Ugratara (รุนแรงธารา), Taritni, Chhinnamasta, Nilasarasvati (Blue Saraswati), Durga, Jayadurga, Navadurga, Vashuli, Dhumavati, Vishalakshi, Gauri, Bagalamukhi, Pratyangira, Matangi, Mahishasuramardini, พิธีกรรมของพวกเขาและMantras

อื่นๆในประวัติศาสตร์ KatyayaniและMaitreyi มีการกล่าวถึงว่าเป็นภรรยาของ Sage Yajnavalkya (याज्ञवल्क्य) ของเวทอินเดีย เครดิตการประพันธ์ของ Shatapatha Brahmana

ตำนานการสังหารมหิงสาอสูร

อสูรรัมภะนั้น ไม่มีบุตรเลยเช่นเดียวกับพี่ชายคือ อสูรกะรัมภะ ทั้งสองจึงเดินทางไปยังแม่น้ำปัญจนัท เพื่อบำเพ็ญตบะแต่อสูรกะรัมภะบำเพ็ญตบะในน้ำ ส่วนรัมภะบำเพ็ญบนบก พระอินทร์เห็นว่าจะเป็นภัยใหญ่ในอนาคต ดังนั้นจึงแปลงกายเป็นจระเข้ใหญ่ ไปกัดอสูรกะรัมภะตาย ฝ่ายอสูรผู้น้องเห็นดังนั้นก็รู้สึกโกรธแค้นจึงตั้งใจถวายศีรษะแก่พระเพลิง แต่พระเพลิงห้ามไว้และให้พร อสูรจึงขอพรว่าขอให้มีลูกชายคนหนึ่ง ที่มีชีวิตเป็นอมตะ เก่งกาจกล้าหาญยิ่งใหญ่ในสามโลก หลังได้คำพรจึงเดินทางกลับระหว่างทางได้พบควายเพศเมียเข้าจึงได้ไปสมสู่ด้วย และนำนางควายกลับเมืองบาดาลต่อไประหว่างทางรัมภะถูกควายตัวผู้ที่พิสมัยในนางควายขวิดตาย เหล่าอสูรจึงสังหารควายผู้ตัวนั้นและนำศพรัมภะมาทำพิธีศพ ระหว่างพิธีเผาศพ นางควายรู้สึกเศร้าใจจึงกระโดดลงกองไฟตายตามไป แต่หลังไฟมอดลง ก็ได้มีทารกนอนอยู่บนกองขี้เถ้านั้น ทารกนี้เป็นบุตรของรัมภะกับนางควาย และมีชื่อต่อมาว่า มหิษาสูร หรือ มหิษะ

ต่อมามหิษะได้ทำสมาธิระลึกถึงพระพรหมอยู่หนึ่งหมื่นปี พระพรหมพอใจมากและได้ให้พรว่า มหิษาสูรจะเป็นอมตะ ไม่ว่าเทพเจ้า มนุษย์ อสูรเพศชาย ก็มิอาจสังหารได้ แต่ผู้ที่จะฆ่าได้คือหญิงสาวที่ไม่ได้เกิดอย่างธรรมชาติ เป็นหนึ่งในอำนาจทั้งหมดของจักรวาลจึงสังหารได้ เมื่อมหิษาได้รับพรดังนี้แล้ว จึงได้กลับเมืองไปจัดตั้งกองทัพเพื่อแก้แค้นแทนลุงของตนและขยายอำนาจของตนออกไป เหล่าเทวดาก็ออกมาต่อสู้ต่อกรกับมหิษะ แต่ด้วยอำนาจพรของพระพรหมจึงทำให้ไม่ได้รับอันตรายแต่อย่างใด

เหล่าเทวาจึงไปประชุมแก้ปัญหาที่ Himavat พระเจ้าแห่งภูเขาและยกย่องเทวีกับการสวดมนต์ เมื่อเหล่าเทวายกย่อง พระแม่Parvati ได้มาอาบน้ำในน่านน้ำแห่งGanga เธอถามเหล่าเทวาว่า"ใครที่นี่ที่คุณยกย่อง?"เทพธิดามหามงคลได้ปรากฎแล้วออกมาจากร่างกายของเธอและให้คำตอบว่าสวดมนต์เพื่อสิ่งที่อยู่ในตัวของเธอเอง นั่นคือพระแม่Ambika เพราะพระแม่Ambika ได้ออกมาจากผิวกายของพระแม่Parvati หรือKosha เธอเป็นที่สรรเสริญในชื่อ Kaushiki

พระศิวะเจ้าจึงทรงดำริที่จะรวมอำนาจของเทวะสร้างเทพสตรีออกมาเพื่อปราบมาร และด้วยอำนาจของเหล่าเทพทั้งหลายจึงก่อให้เกิดหญิงที่สวยที่สุดในสามโลกขึ้นมา นางมีดวงตากลมดำสนิท ปากแดงได้รูป โครงหน้าสวยงาม ผมดำสนิท ซึ่งเกิดจากอำนาจเนรมิตของเหล่าเทพเช่นผมที่ดำสนิทมาจากแม่อุมาเทวี ปากแดงได้มาจากพระสกัณฑะ เป็นต้น เหล่าเทวะได้ขนานนามแม่ว่า อัมบิกา

 

ขอขอบคุณที่มา http://www.siamganesh.com/books/vighanesa/book-mahadevi-c.html

พระกรทั้ง 8 แห่งพระแม่ทุรคาเทวีทุรกา หรือ ทุรคา คือพระนามแห่งพระแม่เจ้า ผู้เป็นสัญลักษณ์แห่งพลังอำนาจ ทรงพลังแห่งธรรมชาติไว้ทุกประการ ทั้งพลังจากดิน พลังจากน้ำ พลังจากลม และพลังจากไฟ อีกทั้งยังเป็นผู้มีอำนาจควบคุมธาตุทั้ง 5 (น้ำ ไม้ ไฟ ดิน โลหะ) ให้ เกิดขึ้น ดำรงอยู่ เผาผลาญ และหมุนเวียนกลับมาเกิดขึ้นใหม่ไม่มีที่สิ้นสุดตามบัญชาแห่งพระพรหม พระวิษณุ พระศิวะ


พระกร (แขน) หรือ พระหัตถ์ (มือ) ทั้ง 8 ข้างของพระแม่ทุรคาจะทรงศาสตราวุธ (อาวุธ) ที่แตกต่างกัน 8 ชนิด แต่ละชนิดก็มีความหมายที่สื่อถึงความเป็นธรรมชาติของทุกสรรพสิ่ง และทั้ง 8 พระกรก็คือคำจำกัดความแห่ง "พระผู้เป็นเจ้า" ทั้ง 8 ข้อนั่นเอง

ศาสตราวุธทั้ง 8 แห่งพระแม่ทุรคาเทวี มีดังนี้
1. จักรา (กงจักร) พลังหมุนเวียนให้ทุกสิ่งดำเนินไป
2. ตัลวาล (ดาบ) ความเฉียบคม เด็ดขาด ปัญญา
3. ปานะ (ศร, ตรีศูล) เป้าหมายที่ชัดเจน ความสำเร็จ
4. อาชีรวาท (ยกมือประทานพร) การโปรดสัตว์โลก ความรัก เมตตากรุณา
5. มาลา (ดอกไม้ พวงมาลัย) ความหอมและเย็นสดชื่น
ความรื่นรมย์ ความปราณีต สิ่งมหัศจรรย์จากธรรมชาติ
6. สังข์ (หอย) สัญลักษณ์แห่งความศักดิ์สิทธิ์และบริสุทธิ์
7. คฑา (ไม้พลอง) อาวุธทำลายศัตรู หนักแน่น รวดเร็ว รุนแรง
8. กมลา (บัว) ดอกไม้แห่งเทพ ดอกไม้ชั้นสูง ความงามจากเทพเจ้าทุกพระองค์

คำจำกัดความ แห่งพระผู้เป็นเจ้า 8 ประการ
(จากการศึกษาพระกรทั้ง 8 แห่งพระแม่ทุรกาเทวี)
1. อวัยะกัต (ไร้รูปร่าง)
2. รูปะ (มีรูปร่าง)
3. อหังการ (เด็ดเดี่ยว มีศักดิ์ศรี)
4. ศัพทะ (วาจา คำสอน)
5. สปรัศะ (สัมผัสได้ จากภายนอก)
6. รส (สัมผัสได้ จากภายใน)
7. เมหัตตะ (สำคัญยิ่งยวด)
8. คันธะ (ความมีกลิ่นหอม)

อานุภาพ แห่งพระผู้เป็นเจ้า 8 ประการ
(จากการศึกษาพระกรทั้ง 8 แห่งพระแม่ทุรกาเทวี)
1. อนิมา (เล็กได้)
2. มหิมา (ใหญ่ได้)
3. มริมา (หนักได้)
4. ลหิมา (เบาได้)
5. ปราปติ (การครอบครองและบัญชาการ)
6. ปรักมัยยะ (ได้สิ่งที่ปรารถนามีสิทธิ์ในทุกสรรพสิ่ง)
7. อิศิตวา (กล้าหาญปราศจากความกลัว)
8. วิศิตวา (มีเสน่ห์และแรงดึงดูด)

คำพร แห่งพระผู้เป็นเจ้า 8 ประการ
(จากการศึกษาพระกรทั้ง 8 แห่งพระแม่ทุรกาเทวี)
เทพเจ้าทุกพระองค์ย่อมประทานพรเหล่านี้แก่มนุษย์ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ
1. สวัสทยะ (มีสุขภาพดี ไม่เจ็บป่วย)
2. วิทยะ (ได้รับการศึกษาดี)
3. ธนะ (ร่ำรวยทรัพย์สมบัติ)
4. วัยวัสทะ (มีสถานที่ดี องค์กรดี ที่อยู่อาศัยดี)
5. สังคธานะ (มีความสามัคคี)
6. ยศะ (มีชื่อเสียงที่ดี ได้รับการยกย่อง)
7. โศรยะ (มีความรุ่งเรืองในชีวิต)
8. สัจจะ (พบกับความจริงและไม่ประพฤติผิดทุกประการ)


การทรงหลังสิงโต คือสัญลักษณ์ของความมีอำนาจเหนือสัตว์โลกทั้งปวง
หมายถึงไม่ว่าพลังของสรรพสัตว์จะแข็งแกร่ง รวดเร็วและยิ่งใหญเพียงใด
ก็มิอาจเหนือกว่าพลังอำนาจแห่งพระผู้เป็นเจ้า (เช่น พระแม่ทุรกา) ได้เลย

อำนาจแห่งพระแม่ทุรกา คือตัวแทนอำนาจจาก พระพรหม พระวิษณุ พระศิวะ
การศิโรราบต่อพระแม่ทุรกาย่อมถือว่าศิโรราบต่อมหาเทพทั้งสามด้วย
ผู้ยอมถวายตนเป็นลูกศิษย์รับใช้เบื้องพระบาทของพระแม่ทุรกา
(เช่น บูชา สวดมนต์ ปฏิบัติดี เผยแพร่เรื่องราวพระองค์)
ย่อมได้รับความคุ้มครองจากพระแม่ทุรกาและมหาเทพทุกพระองค์

ขอขอบคุณที่มา http://www.siamganesh.com/durga8hands.html


เมื่อเทวีและอาวุธรวมทั้งอำนาจบริวารพร้อมแล้ว จึงได้ส่งฑูตไปห้ามมหิษะ เพื่อตักเตือนและให้ยอมรับในอำนาจของพระนาง และขอขมาต่อเหล่าเทพทั้งหลาย แต่มหิษะกลับหัวเราะเยาะว่าพระแม่เป็นเพียงสตรี แต่กลับจะมาท้าต่อยตีกับชายอย่างตนเอง จึงได้ยกกองทัพออกประจันหน้ากับพระแม่ แต่แล้วมหิษะได้หลงตะลึงในความงามของพระแม่ ถึงกับออกปากเกี้ยวพาราสี


พระแม่พยายามเลี่ยงด้วยเมตตา แต่มหิษะกลับไม่จนใจจึงหมายจะเข้าปลุกปล้ำ พระแม่จึงได้ทรงเนรมิตกายให้มีสิบแปดกร แล้วเข้าต่อสู้ มหิษะก็หัวเราะเพราะลึมในคำพรของพระพรหมพระแม่จึงทรงขว้างเสียด้วยตะลุมพุก แต่มหิษะโดนเพียงเล็กน้อย จึงได้แปลงกายเป็นกระบือตามเหล่าเดิม แล้วหนีไป พระแม่จึงออกติดตาม สิงโตพาหนะของพระแม่ได้บุกไปขย้ำตัวมหิษะไว้ พระแม่จึงได้เสด็จเข้ามาจัดการด้วยการแทงตรีศูลย์ลงไปอีกครั้ง จึงได้สิ้นฤทธิ์ของอสูรกระบือมหิษาสูรตนนี้ เหล่าเทพจึงได้สรรเสริญพระแม่ว่าเป็นพระแม่มหิงษา ซึ่งหมายถึงผู้ปราบอสูรมหิงษาสูร พระแม่ยังได้รับการขนานนามอีกว่า ทุรคา แปลว่าผู้เข้าถึงได้ยาก


บทสวดมนต์ :

"Om namah hreeng katyayini namah"

Katyayaniเทวี -การสำแดงของเจ้าแม่Laxmi -ปรากฏในฐานะลูกสาวของKatyayan Rishi เธอไม่บำเพ็ญตบะเพื่อวัตถุประสงค์ในการรับพระกฤษณะเป็นสามีของเธอ ชื่อของเธอหมายถึงลูกสาวของSage Katyayan วรรณะสีทอง เธอนั่งบนสิงโตและปรากฏสามเนตรมีสี่กร ในสองกรของเธอถืออาวุธและดอกบัวและกับอีกสองกรประทานพรและปกป้องคุ้มครอง พรวิเศษ:Kaatyayaniเทวี มีความสามารถในการคุ้มครองมากและให้สิ่งที่เป็นประโยชน์และเติมเต็มความปรารถนา โดยเฉพาะเกี่ยวข้องกับการได้รับความสัมพันธ์กับพระเจ้าสูงสุดแห่งพระกฤษณะ แสงสีเหลืองของความพึงพอใจส่องแสงจากดวงตาของเธอและการแพร่กระจายเข้าไปในตาของผู้คน ทำให้พึงพอใจกับสิ่งที่มองเห็นและได้รับในชีวิต เธอแผ่กระจายพลังงานสีเหลืองรูปพระจันทร์เสี้ยวลงมาที่ปลายนิ้วของเรา เสริมสร้างศักยภาพของเราให้กระทำความดีและเหมาะสม การถวาย : ฝรั่ง6ผลในตอนเช้าและยอมรับในตอนเย็นพร้อมกับแบ่งปันให้กับคนอื่น ๆ ถวายแสงเทียนในตอนเช้าและเย็น ถวายจิตใจด้วยดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมทั้งหมด, ผลไม้, พลอย, เสื้อผ้า, ขนมและ payasam

 

 

 

 

 

 

นวราตรี คืนที่7

บูชาพระแม่อุมาเทวี ปางกาลราตรี(kaalratri) ทรงเสวยเลือดอสูร เพื่อระลึกถึงการฆ่าและดูดเลือดอสูรมาธูหรืออสูรทารุณ คือปางที่ทำลายซึ่งอวิชชา ความโง่เขลาผู้อยู่เหนือการเวลา ทรงกำจัดคุณไสยมนต์ดำ การบูชาที่ถูกต้องจะใช้เพียงน้ำหวานสีแดง และห้ามบูชายันต์เด็ดขาด

 

ทรงมีผิวสีดำ หรือน้ำเงิน มี 4 กร มีพาหนะเป็นลา ทรงเป็นผู้ทำลายความมืด
และความโง่เขลา ทรงมีตรีเนตรอันงดงาม และสว่างไสว

พระแม่กาลี ได้แบ่งภาคจากการบำเพ็ญตบะของ พระอุมาเทวี (พระแม่อุมา) โดยทรงมีจุดประสงค์เพื่อปราบอสูรตนหนึ่ง นามว่า อสูรทารุณ

ความเป็นมามีอยู่ว่า อสูรทารุณนี้แม้ว่าจะถูกฆ่าสักกี่ครั้งก็ไม่มีวันตาย แล้วที่สำคัญกว่านั้นเมื่อเลือดตกลงพื้นเมื่อใดก็จะทวีขึ้นเรื่อยไปไม่หมดสิ้น ความที่คิดว่ามีอิทธิฤทธิ์มากมาย ฆ่าไม่ตาย จึงทำให้อสูรทารุณเกิดฮึกเหิมในความเก่งกาจของตน จึงนำอิทธิฤทธิ์ ความเก่งกาจมาใช้ในการกลั่นแกล้ง รังแกผู้คน เทวดาทั่วไป สุดท้ายก็คิดจะครอยครองโลกทั้งสาม เมื่อเป็นดังนี้แล้วเหล่าเทวดา นางฟ้า ผู้ทรงศีลทั้งมวล จึงต้องนำเรื่องเข้าเฝ้าพระอิศวร เพื่อหาทางปราบอสูรตนนี้ เหล่าเทวดาทั้งหลาย เมื่อได้ฟังสรรพคุณของอสูร ก็ไม่มีใครกล้าอาสาออกไปสู้รบเลย

จนในที่สุด องค์พระศรีมหาอุมาเทวี เทพสตรีแห่งสวรรค์ ได้มีความประสงค์ที่จะออกปราบศัตรูร้าย ซึ่งพระองค์ได้ขอพรขอต่อองค์พระศิวะผู้เป็นเจ้า เพื่อให้ได้รับชัยชนะในครั้งนี้ แล้วจึงเสด็จเพื่อบำเพ็ญตบะทำพิธีศักดิ์สิทธิ์ ให้มีฤทธิ์อำนาจปราบศัตรูร้ายได้ โดยได้กระทำพิธีในอุทยานเขตแดนป่าหิมพานต์ โดยพระศรีมหาอุมาเทวีได้ทรงมอบหมายให้องค์ขันทกุมาร (หรือ พระสกันทะ ซึ่งเป็นโอรสอีกองค์หนึ่งของพระศิวะและพระแม่อุมาเทวี) รับหน้าที่ดูแลไม่ให้ใครย่างกรายเข้าไปในพิธีได้โดยเด็ดขาด

เมื่อเวลาผ่านไป พระศิวะ จึงเสด็จเข้าไปในอุทยานเพื่อให้รู้แน่ว่าเกิดเหตุใดขึ้น พระองค์ก็พบพระขันทกุมาร จึงสอบถามพระขันทกุมารว่าพระอุมาเทวีอยู่ที่ใด จะขอเข้าพบ พระขันทกุมารได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวตอบไป ด้วยความที่ทรงได้รับคำสั่งจากพระอุมาเทวีก่อนเข้าบำเพ็ญตบะ ว่าห้ามมิให้ใครผู้ใดย่างกรายเข้าสู่บริวณพิธีโดยเด็ดขาด จึงไม่สามารถให้พระศิวะผ่านเข้าไปในพิธีได้ (คล้ายกับกรณีพระพิฆเนศกับพระศิวะ)

เมื่อเป็นดังนั้นจึงเกิดการโต้เถียงขึ้น เลยเถิดถึงการปะทะกำลังกัน เหตุการณ์ผ่านไปไม่น่านนักก็ถึงเวลาที่พระแม่อุมาเทวีบำเพ็ญตบะเสร็จ จึงได้เสด็จออกมา แต่สิ่งที่ปรากฎกลายเป็นรูปกายที่เปลี่ยนไปจากเดิม เป็นพระแม่กาลี!! โดยองค์พระขันทกุมารเมื่อเห็นพระแม่กาลีก็ทรงทราบได้ว่านี่คือพระมารดาของตน
เมื่อพระแม่อุมาได้ฟังคำจากพระขันทกุมารว่า พระศิวะไม่มีความเกรงใจและจะผ่านเข้าไปในพิธีให้ได้ จึงได้เกิดความโมโห ตาถลนออกนอกเบ้า หน้าตาดุดัน แลบลิ้นยาวน่าเกลียดน่ากลัว ทำปากแบะกว้างเห็นเขี้ยวโง้ว มีเลือดไหลจากมุมปากและตามมือและลำตัว ส่งกลิ่นคาวคลุ้งไปทั่ว ตรงเข้าหาพระศิวะทันทีด้วยความโมโห เมื่อพระศิวะเห็นถึงกับผงะ ตกใจหนีไปอย่างไม่คิดชีวิต

พระแม่กาลีก็ทรงไล่ตามเรื่อยจนพระศิวะทรงพ้นจากเขตอุทยานไป พระแม่กาลีจึงย้อนกลับไปหาพระขันทกุมาร ด้วยเห็นถึงความซื่อสัตว์ จงรักภักดี ไม่ยอมผิดคำสัตย์ที่พระองค์ทรงมอบหมายให้ถึงแม้นว่าจะเป็นพระบิดาของตนก็ตาม เหตุการณ์นี้จึงเป็นที่พอพระทัยแก่พระแม่กาลีเป็นอย่างยิ่ง

จากนั้น พระแม่กาลีจึงรีบเสด็จออกจากอุทยาน เพื่อตามล่าสังหารอสูรทารุณ ซึ่งไม่นานพระแม่กาลีก็ได้เผชิญหน้ากับอสูรทารุณ และด้วยฤทธิ์อำนาจของทั้ง 2 ฝ่าย การต่อสู้ที่ยาวนานจึงเกิดขึ้น

จังหวะที่พระแม่กาลีทรงใช้ดาบฟันคออสูรขาด เลือดของอสูรก็หยดลงพื้น อสูรจำนวนมากจึงผุดขึ้นมาจากหยดเลือดเหล่านั้น อสูรที่เพิ่มทวีขึ้นเรื่อยๆตามหยดเลือดของอสูรทารุณ พระแม่กาลีเห็นดังนั้นจึงคิดว่าคงไม่มีวันฆ่าอสูรตนนี้ให้ตายได้เป็นแน่

พระแม่กาลีจึงคิดกลอุบายเพื่อเอาชัยชนะในครั้งนี้ให้ได้ โดยการตัดหัวของอสูรพร้อมทั้งดูดกินเลือดอสูรก่อนที่เลือดจะตกลงพื้น เมื่อกินจนหมดสิ้นแล้ว รูปกายของพระแม่กาลีจึงอ้วนใหญ่ ในมือนั้นถือหัวของอสูรที่ตัดร้อยเป็นพวงไว้ อสูรทารุณจึงสิ้นฤทธิ์ลงด้วยเหตุนี้
ด้วยความดีพระทัยที่ทรงได้รับชัยชนะในครั้งนี้ พระแม่กาลีจึงเต้นระบำอย่างสำราญหทัยที่สุด จนลืมพระองค์ ทรงยกพระบาทขึ้นหมายจะกระทืบลงพื้นโลกอย่างเต็มแรง!!

ชั่วระยะเวลานี้ เหล่าเทวดาทั้งหลายเห็นดังนั้นก็คิดว่าเมื่อพระแม่กาลีกระทืบพระบาทลงพื้น พื้นโลกคงแตกสลายสร้างความเดือดร้อนเป็นแน่แท้ จึงรีบพากันเข้าเฝ้าพระศิวะอย่างเร่งด่วน พระศิวะได้ฟังคำจากเหล่าเทวดาจึงได้ตะหนักว่า พระแม่กาลีที่มีรูปกายน่าเกลียดน่ากลัวนั้น แท้จริงควรจะเกรงใจพระองค์และจดจำพระองค์ได้บ้าง คิดได้ดังนั้นจึงเสด็จไปอย่างรวดเร็วและไปนอนขวางพื้นโลกไว้ พระแม่กาลีก้มลงเห็นพระศิวะนอนขวางอยู่จึงชะงักด้วยความเกรงอกเกรงใจพระสวามี จึงไม่กล้ากระทืบพระบาทลงพื้นดิน และหยุดการกระทำนั้นลง เหล่าเทวดาทั้งหลายจึงโล่งอก พระแม่กาลีแปลงร่างกลับคืนสู่สภาวะปกติ เหตุการณ์จึงจบลงฉะนี้...

 

พระแม่กาลี หรือ เจ้าแม่กาลี มีอำนาจฤทธิ์ในการปราบปรามสิ่งชั่วร้ายทั้งปวง
มีเทวานุภาพอันแรงกล้า สร้างความวิบัติแก่เหล่าอสูรอย่างรุนแรง เด็ดขาด แฝงเร้นไว้ซึ่งความน่ากลัว
ผู้บูชาพระแม่กาลีอย่างถูกต้องและเคร่งครัด พระแม่จะประทานความแข็งแกร่ง ความกล้าหาญ และอำนาจเหนือผู้อื่น

พระแม่กาลี ยังมีพลังอำนาจในการขจัดคุณไสย ลบล้างไสยเวทย์ด้านมืด
หากบุคคลใดถูกกระทำทางไสยศาสตร์ เมื่อผู้นั้นได้สวดบูชาอ้อนวอนต่อพระองค์ท่านแล้ว
พระองค์ท่านก็มักให้พร ขจัดสิ่งอาถรรพ์ชั่วร้ายให้มลายหายไป

ผู้ใดกระทำการสวดบูชา สรรเสริญ และถวายเครื่องสังเวยแด่พระแม่กาลีเป็นประจำ
พระองค์ท่านจะประทานความปลอดภัยมาสู่ผู้นั้น ทรงดลบันดาลให้เกิดความสันติผาสุขแก่ผู้ครองเรือนทั่วไป
คุ้มครองผู้บูชาจากภยันตรายและอุบัติเหตุร้ายแรง

พระแม่กาลีทรงมีบุคลิกภาพที่ยากแก่การเข้าใจ มีความลึกลับที่สุดในบรรดาเทพเทวาทั้งปวง
พระนางมีความดุดัน เกรี้ยวกราด รูปลักษณ์และอุปนิสัยล้วนเต็มไปด้วยความน่าะพรึงกลัว
แต่พระนางก็จะทำลายเฉพาะอสูร ปีศาจ และมนุษย์ที่กระทำการชั่วร้ายเท่านั้น
เนื่องจากพระแม่กาลีก็คือเทพ และเทพก็มักปกป้องคุ้มครองผู้กระทำความดีเช่นเดียวกันทุกพระองค์
ฉะนั้น แม้ผู้ที่บูชาพระแม่อย่างเคร่งครัด แต่เป็นคนที่ไม่ดี มีความคิดที่ชั่วร้าย เอารัดเอาเปรียบผู้อื่น
พระแม่ท่านก็จะทำลายบุคคลผู้นั้นเสียโดยไม่ละเว้น!!

การบูชาพระแม่กาลี

แท่น หิ้ง หรือ โต๊ะบูชา ขององค์พระแม่กาลี ควรปูด้วย ผ้าสีแดงก่อน แล้วค่อยประดิษฐานรูปภาพหรือเทวรูปลงไป หากประดิษฐานในศาลหรือเทวาลัย ควรทาสีเทวาลัยด้านในให้เป็นสีแดงหรือสีดำ กระถางธูป ถ้าทาสีแดงหรือดำได้ก็ยิ่งดี

ตามตำราโบราณกล่าวไว้ว่า การบูชาพระแม่กาลี น้ำสีแดง ถือเป็นสิ่งสำคัญมากๆ (ใช้น้ำสมุนไพรสีแดงหรือน้ำหวานสีแดง) เนื่องจากสีแดงคือสีแห่งพลังที่มีการเคลื่อนไหว เป็นสีแห่งการกำเนิด มีความเร่าร้อน เป็นสีแห่งชีวิตที่สดใส ตลอดจนเปรียบได้ดั่งโลหิตของอสูรร้าย ซึ่งเป็นสิ่งที่จะต้องนำมาถวายสังเวยแด่พระแม่กาลี ยังมีขนมที่ควรถวาย ถ้าหา ขนมสีแดง ได้ก็ดี หรือ ขนมลาดูป (ลัทดู) ขนมโมทกะ ที่ถวายพระพิฆเนศ ตลอดจน ดอกไม้สีแดง ทุกชนิด (ดอกกุหลาบแดง หรือดอกชบาแดง ก็จัดหาได้สะดวกในเมืองไทย)

ธูปหอม กำยาน น้ำมันหอมระเหย สามารถจัดหากลิ่นใดก็ได้ แต่ที่แนะนำก็จะเป็นกลิ่นจันทน์ น้ำมันอบเชย น้ำมันกระดังงา และการบูร

ขั้นตอนที่ละเลยไม่ได้เลยก็คือ
การสวดบูชาสรรเสริญพระแม่กาลีด้วยมนต์ที่ถูกต้องอย่างสม่ำเสมอ และการทำสมาธิทุกวัน วิธีที่เหมาะสมคือ การประกอบ "ปราณยาม" หรือการทำสมาธิด้วยการหายใจเข้า-ออกโดยลากให้ยาวสุด เข้าสุด-ยาวสุด เป็นระยะเวลาที่เท่าๆกันสม่ำเสมอทุกวัน ควรถือศีลอดบ้างเป็นครั้งคราวเพื่อถวายแด่พระองค์

เทศกาลที่สำคัญคือ มหากาลีบูชา (Maha Kali Puja)
ตรงกับวันแรม 14 ค่ำ เดือน 10 (เช็คดูวันในปฏิทินให้ตรงกันได้ด้วยตนเอง)
เป็นวันแห่งการบวงสรวงพระแม่กาลี
ผู้ศรัทธาจะกระทำการจัดถวายเครื่องสังเวยชุดใหญ่
และทำการภาวนามนต์บูชาพระองค์ สวดสรรเสริญตลอดวันตลอดคืน

คาถาบูชาพระแม่กาลี

มีหลายบท เลือกสวดบทใดบทหนึ่ง (หรือสวดทั้งหมด)
***** ก่อนการสวดบูชาพระแม่กาลีจะต้องสวดมนต์ต่อพระพิฆเนศก่อนเสมอ *****

1. โอม กาลี มา (3 จบ)

2. โอม เจ มาตา กาลี

3. โอม สตี เยมาตา กาลี

4. โอม มหาศักติ กาลี มาตา

5. โอม ชยะ ศรี มหากาลี มาตา

6. โอม มหากาลี นมัส

7. โอม ชยะตี มังคลากาลี ภัทรกาลี กะปาลินี
ทุรกา ศะมา ศิวาธาตรี สวาฮา สวาธา นโม สะตุเต

8. โอม ตัสสะ ปาระพะตี กาลีทุรคา ปิยังมะมะ
ทุติยัมปิ ตัสสะ ปาระพะตี กาลีทุรคา ปิยังมะมะ
ตะติยัมปิ ตัสสะ ปาระพะตี กาลีทุรคา ปิยังมะมะ
(คาถาบูชาทั้งพระแม่อุมา พระแม่กาลี พระแม่ทุรคา)

9. โอม ชยะตี มหากาลี ชยะตี อาธยะ กาลี มาตา
ชยะรูปะ ประจัญทิกา มหากาลิกะ เทวี
ชยะตี รักตาสะนะ เราทะระมุขี รุทะรานี
อริ โศนิตขะไประ ภะระนี ขัททะคะ ธรณี ศุจี ปาณนี ฯ

ขอขอบคุณที่มา http://www.siamganesh.com/kali.html

วันที่เจ็ดของ Navratri อุทิศให้กับ Kaalratriเทวี

คืนที่เจ็ดของเจ้าแม่ Durga Mata Kalratri เธอมีกายสีดำเหมือนกลางคืน ผมของเธอจะปรากฏเสมอเป็นคลื่นสีดำ ยาวหลวมและกระจัดกระจาย เธอได้ใส่สร้อยคอที่ส่องแสงด้วยกะโหลก เธอมีสามตาและยังนั่งบนลา กรของเธอถือมีดดาบและคบเพลิงในขณะที่เหลืออีก2 กรอยู่ในmudras แสดง"การให้"และ"ปกป้อง" vahana ของเธอเป็นลาซื่อสัตย์ ผู้ทำลายความมืดและความไม่รู้ เจ้าแม่Kaalratri คือเครื่องขัดถูศัตรูจากความมืด เจ้าแม่Kaalratri อยู่ในกัลกัต อินเดีย สี่กองกำลังติดอาวุธของเจ้าแม่Durga กระจายความมืดจากท่ามกลางสาวกเธอและมอบความเป็นอิสระจากความกลัวและความทุกข์ยาก เธอยังถูกเรียกว่า"Shubhamkari"เมื่อเธอหายใจจะมีไฟออกมาจากจมูกของเธอ ความหวาดกลัวใดๆถูกกำจัดออกไปโดยการเคารพบูชาเธอ เจ้าแม่Shubhankari มักจะให้ 'Subh' ผลไม้ที่ดี

บทสวดมนต์:

"Durga kshama shiva dhaatri svaha svadhaa Namostute"

Kaalratriเทวีมีผิวสีเทาดำ ผมสีเข้ม สี่กร เธอถือ khadag (ขวาน) และคบเพลิงและอื่นๆ สองมือจะปกป้องและให้ศีลให้พร เธอนั่งอยู่บนลา พรวิเศษ: Kaalratriเทวีเป็นผู้กล้าหาญ ผู้พิฆาตแห่งความมืดและความไม่รู้ เธอจะระบาดความมืดและความฟื้นตัว ผู้ซ่อมแซมความสัมพันธ์และโอกาสในการได้รับความเสียหาย เราจะเห็นสีเทาสีเงินสีม่วงและแสงไฟสีทองเปิดใช้งานบนเท้าของเหล่าสาวกของเธอ จักระนี้จะช่วยให้การเข้าถึงไปยังจักรวาลที่ลดลงของความมืดทำลายกรรมเชิงลบจากช่วงวัยที่ผ่านมา และยังนำพลังงานในการป้องกันความอดทนและความแข็งแรงจะช่วยให้ผู้นับถือศรัทธามีความกล้าหาญ

พลังงานเชิงลบที่มีการประมวลผลผ่านทางรากของพืชและธัญพืชเหล่านั้น ผู้ไม่ได้รับประทานอาหารเป็นพิเศษจะได้รับประโยชน์ จักระเท้าและนิ้วเท้าจะเปิดใช้งานเพื่อเดินหน้าสู่ความสว่างไม่เกรงกลัวและเพื่อทำให้เป้าหมายเป็นจริง การทำงานทั้งหมดในวันนี้จะอยู่ในใจ กิจกรรมเก่าทางธุรกิจมีโอกาสสามารถฟื้นฟู การแก้ไขความสัมพันธ์ที่แตกแยกได้รับการซ่อมแซม และจะกลายเป็นชื่อเสียงผ่านพรของKaalratriเทวี จิตวิญญาณเสริมสร้างศักยภาพของพลังงานจะไหลผ่านตาของเธอไปยังสรรพสัตว์ทั้งหลายในช่วงวันนี้ การถวาย : ผลไม้"cheekoo"7ผล (sapota หรือmud apple) ในตอนเช้า ยอมรับและแบ่งปันในช่วงเย็น ถวายในตอนเช้าด้วยเปลวเทียน ถวายจิตใจด้วยดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมทั้งหมด, ผลไม้, พลอย, เสื้อผ้า ความยากจนทั้งหมดจะถูกทำลายและมีความมั่งคั่งสำหรับทุกคนที่คุณให้

 

 

 

 

นวราตรี คืนที่8

บูชาพระศรีมหาอุมาเทวี คืนที่แปด ปางมหาเการี(mahagauri) ทรงเป็นเจ้าแม่แห่งธัญชาติ ทำให้พืชพันธุ์อุดมสมบูรณ์ เพื่อระลึกถึงการอวตารเป็นลูกสาวคนเลี้ยงสัตว์ ประทานพรให้ประสบแต่ความสุขสวัสดิ์มงคล

 

ทรงวัวเป็นพาหนะ มี 4 กร ถือกลองบัณเฑาะว์และตรีศูล ทรงส่าหรีสีขาวหรือเขียว

วันที่แปดของ Navratri อุทิศให้กับMahagauriเทวี

เธอเป็นเหมือนเด็กสาวอายุแปดปี เธอเป็นคนฉลาดและมีความสงบสุข เธอมีสามเนตรและสี่กรและใช้วัวเป็นพาหนะของเธอ ปางที่8ของเจ้าแม่ Durga คือ" Maha Gauri"เธอมีความยุติธรรม มีประกายแสงดั่งดวงจันทร์และดอกมะลิ เสื้อผ้าและเครื่องประดับของเธอเป็นสีขาวและสะอาด กรซ้ายด้านบนปราศจากความกลัวในใจตนเอง อีกมือถือตรีศูลย์และลดกรซ้าย อีกกรล่างขวาเป็นในลักษณะให้พร เธอเป็นคนสงบเสงี่ยม ว่ากันว่าเมื่อร่างกายของเทวีGauri กลายเป็นสกปรกเนื่องจากฝุ่น พระศิวะจะทำความสะอาดให้ด้วยน้ำแห่งGangas แล้วร่างกายของเธอจะกลายเป็นสดใสส่องสว่าง ก่อนที่เธอจะเป็นที่รู้จักกันเป็นเทวี"Maha Gauri" เธอยังเป็นที่เคารพบูชาในชื่อ Ma - Ambaji, Ma - Kalika, Ma - Bahucharaji Ma Mahagauri สามารถเห็นได้ในวัดที่อยู่ใกล้กับผู้แสวงบุญที่ Kankhal ใจกลาง Haridwar ประเทศอินเดีย ปางที่9ของ Ma Durga Mata Siddhidatri มีแปด Siddhis หรือความสำเร็จ เธอชื่อ Mahima, Garima, Laghima, Prapti, Prakamya, Iishitva และ Vashitva Anima เป็นมหาShakti ให้ Siddhis ทั้งหมดเหล่านี้ ได้มีการกล่าวใน"Devipuran"ที่พระเจ้าสูงสุด Shiv ได้รับการกราบไหว้บูชาทั้งหมดทุกปางจากพระมหา Shakti กับความกตัญญูของเธอ ร่างกายครึ่งหนึ่งของ Shiv ได้กลายเป็นของเจ้าแม่และมีชื่อเสียงในปาง"Ardhanarishvar" ปางนี้จะนั่งบนสิงโตและมีสี่กร เธอจะมอบให้ทุกอย่างของความสำเร็จ[Siddhis] ในBrahmavaivart Purana มี 18ปางของความสำเร็จ คือ Anima, Mahima, Garima, Ladhima, Prapti, Prakaamya, Ishitva, Vashitva, Sarvakaamaal, Saadhita, Sarvagynatva, DurShravana, Parkaayapraveshan, VakaSiddhi, Kalpavrushatva, Shrishti, Samharkaransaamarthya, Amaratva, Sarvanyayakatva, Bhavana และ Siddhi นั่งบนดอกบัวมากที่สุด มี 4 กรและเป็นผู้ครอบครองความสำเร็จที่แตกต่างกันที่จะให้ลูกศิษย์ของเธอ เจ้าแม่Siddhiratri ผู้มีชื่อเสียง ศูนย์กลางตั้งอยู่ใน Nanda Parvat ในเทือกเขาหิมาลัย

บาปทั้งหมดของอดีต ปัจจุบันและอนาคตได้รับการล้างออกไปและสาวกได้รับความบริสุทธิ์ในทุกด้านของชีวิต มหาGauri เป็นอัจฉริยะแห่งความสงบสุขและความสงบ เนื่องจากการบำเพ็ญตบะอันยาวนานที่เธออยู่ในป่าลึกของเทือกเขาหิมาลัยทำให้เธอได้พัฒนาจนผิวสีเข้ม เมื่อพระศิวะทำความสะอาดตัวเธอด้วยน้ำจากแม่น้ำคงคาทำให้ร่างกายของเธอกลับคืนมาและความงามของเธอมาเป็นที่รู้จักกันเป็นมหาGauri ซึ่งหมายถึงสีขาวมาก เธอสวมใส่เสื้อผ้าสีขาวมีสี่กรและฉีกหนังเสือปูรองนั่งบนหลังวัว มือขวาของเธออยู่ในนั้นช่วยบรรเทาความหวาดกลัว และกรด้านบนขวาของเธอถือตรีศูล ด้านล่างซ้ายมือถือ'damaru'(กลองสั่นเล็กๆ) และกรที่สูงกว่าหนึ่งในนั้นคือการประทานให้สิ่งที่เป็นประโยชน์แก่สาวกของเธอ

บทสวดมนต์ :

"Om nitya buddhaya namah"

เทวีMahagauri มีความเป็นธรรมมากที่สุด ปรากฏว่าเป็นเด็กสาวสวย มีสี่กรแผ่ความสงบและความเห็นอกเห็นใจ ชุดมักจะเป็นสีขาวหรือสีเขียวส่าหรี เทวีMahagauri ถือกลองและตรีศูลและทรงวัว พรวิเศษ:ปกป้องชีวิตที่ยืนยาวของสามี แสดงการส่งเสริมคนดีช่วยให้คุณห่างจากการข่มขืนหญิงวัยที่ควรจะสมรส ควรจะนั่งสมาธิด้วยตัวเธอเองเพื่อที่เธอจะได้รับสามีที่ดี ขณะที่ผู้ชายนั่งสมาธิเพื่อได้รับภรรยาที่มีคุณภาพและสวยงาม พลังงานแห่งการสร้างสรรค์, การปฏิบัติทางเพศ เราจะเห็นจุดเล็กๆของวงกลมสีเขียวและสีชมพูส่องสว่าง กำลังทำงานที่หัวเข่าทั้ง2 ให้เสรีภาพจากความหวาดกลัว ให้ความเชื่อมั่นและส่งเสริมคุณภาพ หยดทั้งหมดของแสงทองจะเปล่งแสงที่ข้อมือและกำไลข้อเท้าของผู้หญิงทุกคนบนโลก นี่จะนำมาซึ่งความสมดุลและความคิดสร้างสรรค์ในรูปแบบที่สูงสุด การถวาย : แอปเปิ้ลคัสตาร์ด8ผล(shareefaยังเป็นที่รู้จักในชื่อsitaphal) ยอมรับเป็นแบ่งปันในตอนเย็นให้กับกับผู้อื่น ถวายแสงเทียนในตอนเช้าและตอนเย็น ถวายจิตใจด้วยดอกไม้มีกลิ่นหอมทั้งหมด, ผลไม้, พลอย, เสื้อผ้า และแน่นอนจำไว้ ถวายมะพร้าว,KumkumและHaldi(ขมิ้น) ให้กับผู้หญิงแต่งงานแล้ว เงินและอาหารให้กับเด็กสาวๆ

 

 

 

 

 

 

 

นวราตรี คืนที่9

บูชาเจ้าแม่อุมาเทวี ปางสิทธิธาตรี(siddhidatri) ทรงเป็นเจ้าแม่แห่งความสำเร็จ เพื่อระลึกถึงการสังหารยักษ์อรุณา ประทานโอกาสให้เหล่าคนธรรพ์ เทพ ยักษ์ อสูร ฤาษี สิทธา และสาวกเข้าเฝ้า เพื่อให้บรรลุธรรมและให้ได้รับความสำเร็จทุกประการ

 

ทรงมี 4 กร ถือดอกบัว ทรงเป็นที่เคารพ บูชาของเหล่าเทพ ฤาษี มุนี โยคีและผู้ศรัทธา เพื่อ
ความสำเร็จบรรลุธรรม อีกนัยหนึ่งคือปราบอสูรได้รับชัยชนะทุกครั้ง สำเร็จผลได้รับการสรรเสริญทั่วทั้ง 3 โลก

วันที่เก้าของ Navratri อุทิศเพื่อ Siddhiratriเทวี

ปางที่9ของเจ้าแม่Durga คือเจ้าแม่Siddhidaatri หรือ Siddhidatri เธอมอบให้ทุกรูปแบบของความสำเร็จ[Siddhi] ซึ่งเป็นไปตาม the Markand Purana คือ Anima, Mahima, Garima, Ladhima, Prapti, Prakaamya, Ishitva และ Vashitva ใน Brahmavaivart Purana มี 18 ชื่อของความสำเร็จซึ่งคือ Anima, Mahima, Garima, Ladhima, Prapti, Prakaamya, Ishitva, Vashitva, Sarvakaamaal, Saadhita, Sarvagynatva, DurShravana, Parkaayapraveshan, VakaSiddhi, Kalpavrushatva, Shrishti, Samharkaransaamarthya, Amaratva, Sarvanyayakatva , Bhavana และ Siddhi นมัสการเจ้าแม่ Siddhidatri ในวันที่เก้าของ navratri ซึ่งสามารถได้รับความสำเร็จทั้งหมด[Siddhi] ใน Devi Purana, Bhagavan Shiva ได้บรรลุความสำเร็จทั้งหมดโดยพระคุณของเจ้าแม่ Siddhidaatri นั่นคือเหตุผลที่ร่างกายครึ่งหนึ่งของเขาเป็นของเทวีและเขาได้ชื่อว่าเป็น Ardhanareshwar DEV - Danav - Gandharva - Kinnar - Yaksh - Manushya ทั้งหมดคือทุกปางของเจ้าแม่Siddhidaatri และนำไปสู่ความสำเร็จ เมื่อบูชาวันที่เก้า Pujan, Archan , Havan ฯลฯ แห่ง Mataji คือการบำเพ็ญ เจ้าแม่Siddhidaatri สามารถจะยินดีจากการสวดมนต์ในทุกเวลา หอยสังข์, จักร , กระบองและ ดอกบัว ในสี่กรของเจ้าแม่ Siddhidaatri หมายถึงว่าเธอพร้อมอยู่เสมอที่จะช่วยพวกเรา

Siddhidatri เป็นปางที่เก้าของเทพธิดา เธอเป็นที่เคารพบูชาในวันที่เก้าของ Navaratri Siddhidatri มีอำนาจเหนือธรรมชาติบำบัด เธอมีสี่แขนและเธอมีความสุขอยู่เสมอ ความสุขของเธอก่อให้เกิดเสน่ห์ เธอขี่สิงโตเป็นพาหนะ พระเจ้าและธรรมิกชนทั้งหมดอวยพรเธอ ทั้งหมดประกาศเป็นสาวกของพระแม่ ใน'Devi Bhagvata Purana'เป็นที่กล่าวถึงว่าพระศิวะบูชาเธอและให้พรกับทุก Siddhis (อำนาจเหนือธรรมชาติ) โดยพระพรที่ได้รับครึ่งหนึ่งของร่างกายของเขากลายเป็นเพศหญิงใน avatar ชื่อ Ardhnarishvara

เทพธิดาSiddhidatriเป็นที่เคารพบูชาในวันที่เก้าหรือวันสุดท้ายของ Navratri 'Siddhi'เป็นคำภาษาสันสกฤตซึ่งหมายถึง'ความสมบูรณ์แบบ' เทพธิดา Siddhidatri มีสี่แขน เธอเป็นคนนั่งอยู่บนดอกบัวมีภูเขาสิงโตเป็นของเธอ

เทพธิดา Siddhidatri มีความสามารถในการให้ทุกประเภทของอำนาจลึกลับและยังเป็นผู้ครอบครอง 26 ความประสงค์ที่แตกต่างกันเพื่อให้ปวงบ่าวของเธอ ความสำเร็จทั้งหมดนี้ [Siddhi] ซึ่งเป็นไปตาม Markandaye Purana ชื่อ Anima, Mahima, Garima, Laghima, Prapti, Prakaamya, Ishitva และ Vashitva มี 8 siddhis ใน Brahmavaivart Purana มี 18 ชนิดของความสำเร็จซึ่งเป็น Anima, Mahima, Garima, Ladhima, Prapti, Prakaamya, Ishitva, Vashitva, Sarvakaamaal, Saadhita, Sarvagynatva, DurShravana, Parkaayapraveshan, VakaSiddhi, Kalpavrushatva, Shrishti, Samharkaransaamarthya, Amaratva, Sarvanyayakatva , Bhavana และ Siddhi

เจ้าแม่ Durga ขจัดความไม่รู้และเธอก็ให้ความรู้ที่จะตระหนัก นั่นคือเหตุผลที่เธอถูกล้อมรอบด้วย Siddhas, คนธรรพ์, ยักษ์ ปีศาจและเทพเจ้าที่บูชาเธอ ให้ความสำเร็จเป็นที่ตระหนักว่าทุกอย่างจะสู่จุดสูงสุดและไม่มีอะไรจะไม่สามารถบรรลุได้ในจักรวาล

ปางที่เก้าของเทวีจะเรียกว่า Siddhidatri Maa Kamla เป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งและความสุขทางโลก เจ้าแม่ Siddhidatri มีความสามารถในการแสดงทุกรูปแบบของความสำเร็จเพื่อลูกศิษย์ของเธอ บางครั้งเห็นนั่งอยู่บนดอกบัวและบางครั้งนั่งบนสิงโต เธอเป็นที่เคารพบูชาในวันที่เก้าของเทศกาลDurga Puja เทวีSiddhidatriเป็นที่รู้จักกันในฐานะลักษมีเทวี และพระสวามีของเธอคือพระวิษณุ เธอเป็นรูปแบบที่ดีที่สุดของเจ้าแม่ ในระหว่างงานNavdurga หลังจากนมัสการปางอื่นๆทั้งหมดของเทวี เทศกาลNavRatri Poojaได้ถึงที่สุดแห่งการสวดมนต์อ้อนวอนต่อเทวีSiddhidatri

วันที่เก้าของเทศกาลNavaratra เธอเป็นที่เคารพบูชาวันนี้ในลักษณะที่กำหนด ไม่มีอะไรที่ไม่สามารถบรรลุได้ในจักรวาล ซึ่งพัฒนาขีดความสามารถที่จะเอาชนะทั้งจักรวาล

หลังจากเสร็จสิ้นการนมัสการเทวีSiddhidatri ของสาวกและความปรารถนาของพวกเขาจะได้รับอย่างแท้จริง

บทสวดมนต์:

"Kaali Kaali Mahakaali Kalike Paapharini, Sarva Vighna Hare Devi Narayani Namostute"

เทวีSiddhiratri จะนั่งบนดอกบัวล้อมรอบด้วยสาวกของเธอปรากฏสี่แขนและประทาน 8 ความสำเร็จอย่างสมบูรณ์เพื่อให้ลูกศิษย์ของเธอ ตลอดจน18 ผลประโยชน์อื่น ๆ ศูนย์แสวงบุญ Siddhiratriเทวีที่มีชื่อเสียงตั้งอยู่ในNanda Parvat ในเทือกเขาหิมาลัย พรวิเศษ : เปิดการกระทำจากการรับรู้ทางจิตวิญญาณและจิตสำนึกมากที่สุด เราจะเห็นแผ่นแสงสีทองส่องสว่างมากกว่าที่จักระมงกุฎ ปล​​ูกฝังBhakti ซึ่งนับถือศรัทธาไปสู่สุดยอดและการปลดปล่อยจากการผูกพันของกรรม พลังงานของนางสิตาและพระรามจะชัดแจ้งอย่างเต็มที่ในคืนที่ 9 - 10 สำหรับการเฉลิมฉลองชัยชนะในวันที่ 10 Vijay Dashani แห่ง Dusshera วันที่ 10 เป็นชัยชนะของพระเจ้ารามเหนือกว่าปิศาจและความชั่วร้ายและแพร่กระจายพระเมตตาของพระองค์ในโลกของวัตถุ การถวาย : ส้ม 9 ผลหรือส้ม1 ผลในจำนวนผลไม้ทั้งหมดอีก8ชนิด ยอมรับและแบ่งปันให้คนอื่นๆในช่วงเย็น ถวายแสงเทียนในตอนเช้าและตอนเย็น ถวายจิตใจด้วยดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมทั้งหมด, ผลไม้, พลอย, เสื้อผ้า วันนี้และคืนแห่ง navratri ควรจะใช้เวลาในการทำสมาธิในปางของเธอ ถึงแม้ว่าคุณอาจจะกำลังทำงาน สละเวลาสักครู่ด้วยหัวใจ ทำสมาธิและถวายผงเจิมหน้าผาก ดอกบัว และกำยานด้วยกายและใจ ที่จะนำความสำเร็จและความพึงพอใจมาให้กับคุณและครอบครัวของคุณ

เขียนโดย JIMMYTAROT

 

 

HOME UP